Latest Posts

ลูกบอลน้ำบรรจุภัณฑ์แนวใหม่สำหรับคนใส่ใจสิ่งแวดล้อม

น้ำถือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากในการดำเนินชีวิต หรืออาจะบอกได้ว่าไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ถ้าปราศจากน้ำ เพราะน้ำเป็นส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดภายในร่างกาย น้ำช่วยในการควบคุมอุณหภูมิภายในร่างกาย ทำให้กระบวนการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่ายกายทำงานอย่างต่อเนื่อง ช่วยลำเลียงสารต่าง ๆ ภายในร่างกาย และช่วยขับของเสียต่าง ๆ ภายในร่างกายออกด้วยรูปแบบของปัสสาวะ และเหงื่อ ปกติทุกวันเราจะสูญเสียน้ำออกจากร่างกายประมาณ 2 – 3 ลิตร ดังนั้นกระบวนการภายในร่างกายจึงต้องแสวงหาน้ำเพื่อมาทดแทนน้ำที่สูญเสียไปด้วยการดื่ม หรือ กินอาหารที่มีน้ำเป็นองค์ประกอบ การดื่มน้ำเป็นวิธีการชดเชยน้ำที่สูญเสียไปได้ดีที่สุด เพราะเป็นการนำน้ำเข้าสู่ร่างกายโดยตรง ปกติภาชนะที่ใช้ในการใส่น้ำก็คือขวดพลาสติก ขวดพลาสติกส่วนใหญ่ที่ใช้ทั่วไปเป็นขวดประเภทใช้แล้วทิ้ง จึงก่อให้เกิดปัญหาจากการมีขยะพลาสติกล้นโลก การย่อยสลายของพลาสติกนั้นก็ค่อนข้างยาก และใช้เวลานาน เวลาในการย่อยสลายตามปกติของขวด 1 ใบคือ 450 ปี ทำให้เกิดปัญหามลภาวะต่าง ๆ ตามมา ทำให้ทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับประเด็นของขยะที่เกิดจากขวดพลาสติกมากขึ้น โดยพยายามหาบรรจุภัณฑ์ที่ทำการสังเคราะห์จากสิ่งธรรมชาติขึ้นมาทดแทน เพื่อให้ย่อยสลายได้ง่าย และไม่เกิดปัญหาขยะพลาสติกล้นโลก

ลูกบอลน้ำ ถือเป็นทางออกใหม่สำหรับปัญหานี้ เพราะลูกบอลน้ำ ถูกผลิตมาให้ย่อยสลายได้ง่าย ลักษณะคือ เป็นลูกบอลกลม ๆ สีใสมีขนาดพอดีกับมือจับ ข้างในลูกบอลบรรจุน้ำสะอาดเอาไว้สำหรับดื่ม วิธีการดื่มคือ นำลูกบอลน้ำขึ้นมาดูดน้ำได้ทันที ตัวของลูกบอลก็สามารถที่จะกินได้ เพราะทำจากสาหร่ายธรรมชาติทำให้ลูกบอลน้ำนี้สามารถย่อยสลายได้ด้วยกระบวนการทำงานภายในร่างกาย ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายอย่างแน่นอน สำหรับคนที่กินแค่น้ำไม่กินตัวลูกบอล แล้วนำไปทิ้ง ตัวลูกบอลก็สามารถย่อยสลายได้เอง ใช้ระยะเวลาประมาณ 4 – 6 สัปดาห์ การดื่มน้ำจากลูกบอลน้ำนี้จะช่วยลดปริมาณขยะจากขวดพลาสติกลงได้อย่างมาก ลองคิดดูว่าในงานวิ่งมาราธอนหนึ่งงาน ถ้ามีคนร่วมวิ่งประมาณ 300 คน น้ำเป็นสิ่งของหลักที่ต้องแจกให้ทุกคน และแจกต่อคนประมาณ 2 – 3 ขวด เพราะยิ่งเสียเหงื่อมากยิ่งต้องดื่มน้ำมาก ดังนั้นอย่างน้อยต้องใช้น้ำที่บรรจุขวดพลาสติกประมาณ 1,000 ขวด ซึ่งสร้างปัญหาจากขยะพลาสติก แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นแจกลูกบอลน้ำแทน ก็จะสามารถลดปัญหาดังกล่าวไปได้ ปัจจุบัน ลูกบอลน้ำกำลังอยู่ในช่วงของการพัฒนาให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อให้บรรจุน้ำได้มากขึ้น และทำให้ตัวลูกบอลมีความยืดหยุ่นเพิ่มมากขึ้น เพื่อจะได้ไม่แตกง่ายเมื่อถูกแรงกระแทก

ทางเลือกใหม่สำหรับคนที่รักษ์โลก และต้องการที่จะรักษาสิ่งแวดล้อมของโลกให้ดีที่สุด ก็คือ การใช้ลูกบอลน้ำแทนการใช้ขวดน้ำพลาสติก เพียงแค่นี้โลกก็จะสวยงาม และน่าอยู่เพิ่มมากขึ้น ทำให้คนอาศัยอยู่ในโลกมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นตามไปด้วย

 

Smart Watch อักษรเบรลล์คู่หูคนใหม่สำหรับผู้พิการทางสายตา

ผู้พิการทางสายตา หมายถึง คนที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น ทำให้มีข้อจำกัดในการทำกิจกรรมภายในสังคมร่วมกับคนอื่น คนกลุ่มนี้สามารถแบ่งได้สองประเภท คือ คนที่ตาบอดสนิท คนกลุ่มนี้จะไม่สามารถมองเห็นได้เลย หรืออาจจะมองเห็นได้บ้าง แต่ไม่สามารถที่จะใช้ประโยชน์ และเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัวจากการมองเห็นของตัวเองได้ และตาบอดไม่สนิท หรือเรียกว่าตาบอดบางส่วน คนกลุ่มนี้สามารถมองเห็นได้ดีกว่าคนตาบอดสนิท แต่ไม่เท่าคนปกติ คนทั้งสองกลุ่มนี้ต้องใช้ประสาทสัมผัสด้านอื่นในการรับรู้ และทำความเข้าใจสิ่งรอบตัว เช่น ประสาทสัมผัสด้านการฟัง หรือประสาทสัมผัสด้านการสัมผัส เป็นต้น การดำเนินชีวิตประจำวันของผู้พิการทางสายตาก็ต้องอาศัยทักษะเฉพาะ สิ่งของที่ใช้ช่วยเหลือ ผู้ช่วย หรือประสบการณ์มากกว่าคนปกติ เช่น ต้องใช้ไม้เท้าในการเดินทาง ใช้ความคุ้นชินกับสภาพแวดล้อมในการดำเนินชีวิต และใช้การฟังเสียงเพื่อจำรายละเอียด เป็นต้น ผู้พิการทางสายตาสามารถอ่าน – เขียนหนังสือได้เหมือนคนปกติทั่วไป ซึ่งตัวอักษรเฉพาะที่ใช้ เรียกว่า อักษรเบรลล์ ใช้การทำความเข้าใจตัวอักษรด้วยการสัมผัสด้วยนิ้วมือ

ปี 2560 ผู้พิการทางสายตาทั่วโลกมีมากถึง 36 ล้านคน และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงทำให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมต่าง ๆ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตของคนกลุ่มนี้ นวัตกรรม Smart Watch อักษรเบรลล์ เป็นอุปกรณ์ที่ถูกออกแบบมาสำหรับผู้พิการทางสายตาโดยเฉพาะ ปกติแล้วผู้พิการทางสายตาจะรับรู้เวลาได้ด้วยการฟังเป็นหลัก แต่ Smart Watch อักษรเบรลล์นี้ใช้การบอกเวลา และเตือนข้อความต่าง ๆ ด้วยอักษรเบรลล์ นั่นคือรับรู้เวลาได้ด้วยการสัมผัสด้วยนิ้วมือ การบอกเวลาของนาฬิกานี้หน้าปัดจะขยับตลอดเวลาแบบ Real Time เหมือนการเดินของนาฬิกาแบบทั่วไป นอกจากนี้นาฬิกายังถูกออกแบบให้มีดีไซน์ที่สวยงาม และโดดเด่นไม่แพ้นาฬิกาแบบทั่วไป ใช้วัสดุที่ทนทาน เน้นความเรียบ แต่ดูหรูหรา สามารถแสดงผลด้วยอักษรเบรลล์ได้มากถึง 4 แบบตัวอักษร ปรับความช้า – เร็วของการแสดงตัวอักษรได้ และการใช้งานก็เหมือนกับ Smart Watch ทั่วไป นั่นคือ สามารถเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือแบบ Smart Phone ได้ด้วยช่องสัญญาณ Bluetooth นาฬิกานี้สามารถเตือนเมื่อมีสายเรียกเข้า สามารถรับ – ส่งข้อความได้ และยังสามารถเชื่อมต่อการทำงานกับแอปพลิเคชันต่าง ๆ ได้ เช่น WhatsApp, Messenger และ Google Map เป็นต้น การทำงานหลัก ๆ ของนาฬิกาคือปุ่มกดที่อยู่ข้างตัวเรือนสองปุ่ม ทำให้สามารถใช้งานสะดวก และเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้พิการทางสายตา ราคาเมื่อเทียบกับ Smart Watch แบบทั่วไปก็ไม่แพง

ผู้พิการทางสายตาเป็นกลุ่มบุคคลหนึ่งภายในสังคม ที่การใช้ชีวิตของพวกเขาแม้จะลำบากกว่าคนปกติทั่วไป เพราะสายตาที่มองไม่เห็น สำหรับคนกลุ่มนี้สิ่งที่ต้องการมากที่สุดคือการยอมรับจากคนรอบข้าง และไม่มองว่าพวกเขาเหล่านี้เป็นภาระให้กับสังคม Smart Watch อักษรเบรลล์จะเป็นผู้ช่วยคนใหม่สำหรับคนกลุ่มนี้ และถูกพัฒนามาเพื่อให้คนกลุ่มนี้รู้สึกว่าพวกเขามีความสำคัญ และสามารถที่จะใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ ได้เช่นเดียวกับคนปกติ

 

เคสมือถือผลิตกาแฟนวัตกรรมใหม่สำหรับคนรักกาแฟ

กาแฟถือเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมสำหรับคนส่วนใหญ่ ด้วยกลิ่นที่หอม รสชาติที่กลมกล่อม กาแฟสามารถดื่มได้ทั้งร้อน และเย็น กาแฟสามารถนำไปผสมกับเครื่องดื่มชนิดอื่นได้ เช่น นม โกโก้ และชา เป็นต้น เพื่อเพิ่มรสชาติให้กลมกล่อมมากขึ้นตามแต่ความชอบของแต่ละบุคคล ประกอบกับประโยชน์ของกาแฟก็มีอยู่มากมาย เช่น ช่วยลดความเครียด กระตุ้นความจำ กระตุ้นการทำงานของการเผาผลาญ และปลุกความตื่นตัวให้กับผู้ดื่มในทันที เป็นต้น จากสาเหตุที่ได้กล่าวมาทั้งหมดทำให้กาแฟเข้าไปเป็นเครื่องดื่มในใจของคนได้ไม่ยาก หลาย ๆ คนต้องดื่มกาแฟทุกวัน มีร้านกาแฟเกิดขึ้นจำนวนมาก แต่ละร้านก็จะมีจุดเด่นเป็นของตัวเอง เพื่อเป็นตัวเลือกให้คนเลือกดื่ม คงจะเป็นการดี สำหรับคอกาแฟ ถ้าสามารถดื่มกาแฟได้ทุกที่ทุกเวลาตามที่ใจต้องการ สามารถชงกาแฟได้ด้วยตัวเอง และได้ลิ้มรสชาติกาแฟที่ชื่นชอบ

เคสมือถือผลิตกาแฟถือเป็นทางเลือกใหม่ที่สามารถตอบโจทย์ได้ตรงตามความต้องการของคอกาแฟ โทรศัพท์มือถือเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานในการดำเนินชีวิตประจำวันของคนทุกคน เป็นของจำเป็นที่ต้องมี ทำให้การพกพาโทรศัพท์มือถือไปในทุกที่ ทุกเวลากลายเป็นสิ่งปกติในชีวิตประจำวัน เคสมือถือก็เป็นสิ่งที่ใช้ในการปกป้องโทรศัพท์จากการตก ป้องกันรอยขีดข่วน และสิ่งสกปรกจากฝุ่นละอองทั้งหลาย ดังนั้น เมื่อมีโทรศัพท์มือถือ ก็มักจะเห็นเคสโทรศัพท์มือถือเป็นของคู่กัน ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย การดีไซน์ที่ลงตัว และความนิยมของกาแฟ ทำให้เกิดนวัตกรรมเคสมือถือผลิตกาแฟขึ้น เคสนี้ทำให้คนที่รักกาแฟ สามารถดื่มกาแฟได้ทุกที่ทุกเวลาตามที่ใจต้องการ โดยไม่ต้องง้อร้านกาแฟ เคสดูภายนอกเหมือนเคสโทรศัพท์มือถือทั่วไป ที่มีดีไซน์ที่โดดเด่น สวยงาม เน้นความเรียบง่าย วัสดุของเคสโทรศัพท์มือถือทำจากวัสดุที่มีความทนทาน สามารถป้องกันความร้อนได้เป็นอย่างดี และมีท่อส่งที่มีความปลอดภัยทนความร้อนได้มากเพื่อใช้ในการส่งกาแฟที่ชงเสร็จแล้วที่บรรจุอยู่ภายในเคสมาสู่แก้วกาแฟที่เตรียมไว้ โดยภายในตัวเคสจะบรรจุน้ำที่มีลักษณะเป็นแคปซูลที่ถูกออกแบบมาเฉพาะสำหรับเคสเท่านั้น และเมล็ดกาแฟ ตามแต่ความชอบของแต่ละบุคคล จากนั้นการใช้งานต้องลงแอปพลิเคชันที่ถูกสร้างขึ้นมาเฉพาะไว้ในโทรศัพท์มือถือ เพื่อให้การทำงานของเคสเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือ ถ้าต้องการชงกาแฟเพียงแค่กดปุ่มเริ่มการทำงานที่เคส เพื่อให้เคสเริ่มทำการชงกาแฟโดยใช้ความร้อนภายในแคปซูล ความร้อนอยู่ที่ประมาณ 50 – 60 องศาเซลเซียส เคสจะทำการชงกาแฟทันที เมื่อชงเสร็จปุ่มที่เคสก็จะเตือนให้ทราบด้วยการเปลี่ยนสี ให้เตรียมแก้วกาแฟไว้ใส่กาแฟพร้อมเสิร์ฟได้เลย ขนาดของกาแฟที่ได้คือ 1 Shot หรือ 25 – 30 มิลลิลิตร

เคสมือถือผลิตกาแฟถือเป็นทางเลือกใหม่สำหรับคนรักกาแฟ ทำให้สะดวก สบายมากขึ้น เพราะสามารถที่จะดื่มเครื่องดื่มที่ชื่นชมได้ตลอดเวลา ตามที่ใจต้องการ อีกทั้งรสชาติของกาแฟก็เลือกได้ด้วยตนเอง เริ่มตั้งแต่การหาชนิดของกาแฟที่ชื่นชอบ และปรุงกาแฟตามความชอบได้ในทันที

 

มอเตอร์ไซค์อัจฉริยะนวัตกรรมใหม่ในโลกของการขับขี่

การเดินทางเป็นสิ่งที่สำคัญในการดำเนินชีวิตประจำวัน ทุกคนต้องเดินทางตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเดินทางเพื่อไปทำธุระส่วนตัว ไปทำงาน หรือไปเรียนหนังสือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองใหญ่ที่ทุกคนต่างต้องมีหน้าที่ และการทำหน้าที่เหล่านั้นไม่สามารถที่จะทำภายในบ้านได้ การเดินทางจึงกลายมาเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ การเดินทางมีหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การเดินทางด้วยรถสาธารณะ เช่น รถเมล์ รถไฟฟ้า รถแท็กซี่ และรถไฟใต้ดิน เป็นต้น และการเดินทางด้วยรถส่วนตัว มีทั้งรถยนต์ และรถมอเตอร์ไซค์ การเดินทางด้วยรถมอเตอร์ไซค์ถือเป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ยิ่งในเมืองที่มีปัญหาด้านการจราจรที่ติดขัด เพราะการใช้รถมอเตอร์ไซค์ทำให้ไปถึงที่หมายแบบรวดเร็วทันใจกว่า ไม่ต้องเจอกับรถติดบนท้องถนนเป็นระยะเวลานาน อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาจากการหาที่จอดรถได้ รถมอเตอร์ไซค์ใช้พื้นที่ในการจอดรถน้อยกว่ารถยนต์จึงทำให้จอดรถได้สะดวกกว่า รถมอเตอร์ไซค์เสียค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาน้อยกว่า และดูแลง่ายกว่ารถยนต์เพราะมีเครื่องยนต์น้อยชิ้นกว่า และที่สำคัญที่สุดรถมอเตอร์ไซค์ให้ความรู้สึกอิสระเมื่อได้ขับขี่ แล้วยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่ารถยนต์อีกด้วย

การขับขี่รถมอเตอร์ไซค์นั้นแม้จะมีข้อดีอยู่มาก แต่ปัญหาที่สำคัญที่ทำให้คนไม่อยากใช้รถมอเตอร์ไซค์ก็คือการขับขี่ หรือการทรงตัวบนรถมอเตอร์ไซค์ทำได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้หญิงที่ไม่ค่อยมีแรงในการบังคับตัวรถ นวัตกรรมที่เข้ามาแก้ไขปัญหาดังกล่าวก็คือ มอเตอร์ไซค์อัจฉริยะ นวัตกรรมนี้ถือเป็นนวัตกรรมที่ล้ำสมัยอย่างมาก เพราะมีการพัฒนาต่อยอดมาจากหุ่นยนต์ และรถยนต์ขนาดเล็ก เลือกใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย โดยใช้ระบบในการป้อนข้อมูลให้รถมอเตอร์ไซค์อัจฉริยะนี้สามารถที่จะทรงตัวอยู่ได้ด้วยตัวเอง ระบบในการควบคุมการทรงตัวถูกฝังไว้ที่บริเวณโช๊คอัพของล้อหน้า และล้อหลัง ระบบจะทำหน้าที่ในการคำนวณหาจุดสมดุลของล้อ การทรงตัวทำได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะมีคน หรือไม่มีคนขึ้นขี่รถมอเตอร์ไซค์ ทำให้รถมอเตอร์ไซค์อัจฉริยะไม่จำเป็นต้องมีขาตั้ง เรียกได้ว่าการขับขี่นั้นทั้งสะดวก และปลอดภัยกว่ารถมอเตอร์ไซค์ทั่วไป ด้วยระบบการทรงตัวแบบอัจฉริยะนี้ทำให้ผู้ขับขี่สามารถลุกขึ้นยืนได้ในขณะที่รถวิ่งด้วยความเร็วต่ำ เพิ่มความสบายในการขับขี่ด้วยฟังก์ชันของการปรับองศาของแฮนด์รถมอเตอร์ไซค์ ให้มีความสูง และความยาวที่พอเหมาะสำหรับผู้ขับขี่แต่ละคน ทำให้การขี่รถมอเตอร์ไซค์ไม่กระเทือนมากเท่ากับรถมอเตอร์ไซค์แบบทั่วไป ที่ขี่เป็นระยะเวลานาน ๆ จะทำให้ปวดเมื่อยเนื้อตัวได้ สิ่งที่ถือได้ว่าเป็นเทคโนโลยีที่ล้าสมัยที่สุดของรถมอเตอร์ไซค์อัจฉริยะ ก็คือ สามารถติดตามเจ้าของไปได้ตลอด เหมือนเป็นการขับขี่แบบอัตโนมัติ

มอเตอร์ไซค์อัจฉริยะถือได้ว่าเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ขับขี่ ที่มีไว้ใช้ซักคันรับรองว่าทั้งปลอดภัย และคุ้มค่า เพราะเป็นรถมอเตอร์ไซค์ที่ไม่ต้องกลัวล้ม และไม่ต้องกลัวหาย ด้วยระบบการรักษาความปลอดภัยแบบจดจำใบหน้าของผู้ขับขี่แทนการใช้กุญแจรถแบบทั่วไป

 

เครื่องตรวจครรภ์แบบเรียลไทม์ นวัตกรรมสำหรับคุณแม่มือใหม่

สำหรับคุณแม่มือใหม่นั้นมีความเครียดหลายด้าน เพราะเมื่อท้องคุณแม่ต้องเปลี่ยนวิธีในการดำเนินชีวิตหลาย ๆ ด้าน ตั้งแต่การรับประทานอาหาร การทำงาน การเดิน การนอน และสรีระรูปร่าง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนส่งผลถึงความเครียดที่จะตามมา ประกอบกับในขณะท้องระดับของฮอร์โมนจะสูงขึ้น ส่งผลถึงอารมณ์และความรู้สึก สังเกตได้ว่าคนที่กำลังท้องนั้น มักจะมีการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ค่อนข้างมาก เช่น รู้สึกเสียใจง่ายกว่าปกติ ยิ่งกับการดูกีฬาต่าง ๆ ซึ่งตรงนี้แนะนำให้คุณแม่งดดูกีฬา และใช้วิธีเช็คผลออนไลน์ผ่าน VWIN แทน ยังมีความเครียดรุมเร้าที่หลาย ๆ ครั้งมักจะเห็นคนที่กำลังตั้งท้องร้องไห้ออกมาอย่างไร้เหตุผล เป็นต้น ความเครียดเหล่านี้ถ้าสามารถจัดการได้ หรือคุณแม่สามารถปรับตัวรับกับสภาวะการท้องได้ก็จะไม่เกิดปัญหา แต่ถ้าความเครียดมีมากจนเกินที่จะจัดการได้ก็จะส่งผลต่อเด็กในท้องอย่างมาก เริ่มตั้งแต่ การเจริญเติบโตของลูกในท้องช้าลง ลูกติดเชื้อ ส่งผลกระทบต่อจิตใจของลูกในท้อง หรือ อาจจะนำมาซึ่งโรคประจำตัวต่าง ๆ ของลูกในท้อง ไม่ว่าจะเป็น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิต และโรคเบาหวาน ถ้าเครียดรุนแรงมากอาจจะนำมาสู่การแท้งลูกได้

อีกปัญหาที่สำคัญที่ทำให้คุณแม่มือใหม่เกิดความเครียดคือ ไม่รู้วิธีในการเตรียมตัวรับมือสำหรับท้องแรก นวัตกรรมเครื่องตรวจครรภ์แบบเรียลไทม์ จะช่วยเข้ามาแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้เป็นอย่างดี เพราะเครื่องนี้เป็นเทคโนโลยีที่ผสมผสานระหว่างความรู้ทางด้านวิศวกรรม และการแพทย์ ใช้สำหรับเป็นตัวกลางในการสื่อสารระหว่างคุณแม่ที่กำลังตั้งท้องกับคุณหมอสูตินรีประจำตัวนั่นเอง การทำงานของเครื่องตรวจครรภ์แบบเรียลไทม์นี้ต้องเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันบน Smart Phone เครื่องมือจะทำหน้าที่ในการตรวจวัดสุขภาพประจำวันของคุณแม่ และทำการส่งข้อมูลทางกายภาพที่จำเป็นต่อการดูแลครรภ์ของคุณแม่ถึงคุณหมอแบบ Real Time หรือ ในทันที เรียกได้ว่าคุณแม่สามารถตรวจสุขภาพลูกในท้องได้ทุกวันโดยการตรวจจะรายงานผลถึงคุณหมอโดยตรงในทันที เครื่องมือนี้ยังทำหน้าที่ในการเฝ้าติดตามสภาวะครรภ์ได้ด้วย เช่น การวัดความดันโลหิตของแม่ การเช็คความหดตัวของมดลูก และเช็คอัตราการเต้นหัวใจของลูกในท้อง เป็นต้น การติดตามลักษณะนี้จะช่วยลดความเครียดของคุณแม่มือใหม่ลงได้มาก เพราะเหมือนคุณแม่ได้พบหมอประจำตัวทุกวัน และยังได้รู้สุขภาพของลูกในท้องได้ตลอดเวลา เมื่อเกิดปัญหาหรือความผิดปกติเครื่องมือก็จะทำการเตือนเพื่อให้คุณแม่สามารถเข้าพบหมอประจำตัวได้ทันที เพื่อเป็นการลดอัตราการเกิดปัญหาของลูกในท้องได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญที่สุดคือนวัตกรรมตัวนี้เป็นนวัตกรรมสัญชาติไทย ที่ได้รับรางวัลเหรียญทองแดงจาก เวทีการประกวดนวัตกรรมนานาชาติ ครั้งที่ 46 และได้ยื่นจดสิทธิบัตรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เครื่องตรวจครรภ์แบบเรียลไทม์ ถือได้ว่าเป็นนวัตกรรมของคนไทยอย่างแท้จริง ที่กำลังจะพัฒนาต่อยอดให้การทำงานมีประสิทธิภาพเพิ่มมากยิ่งขึ้น รับรองว่าเมื่อนวัตกรรมนี้พัฒนาสำเร็จแล้ว จะลดปัญหาความเครียดของคุณแม่มือใหม่ลงได้อย่างมาก ทำให้ไม่เสี่ยงต่อปัญหาการคลอดที่จะตามมาจากภาวะความเครียดของคุณแม่ ทำให้นวัตกรรมการแพทย์ของไทยก้าวหน้า เพราะลดปัญหาความไม่ปลอดภัย หรือเสียชีวิตของแม่ และลูกหลังการคลอด

 

รถยนต์ไฟฟ้าจะไม่ใช่เทคโนโลยีทางเลือกอีกต่อไป เพราะในอนาคตอาจเป็นทางหลักของธุรกิจยานยนต์

เป็นระยะเวลาหลายปีมาแล้วที่โลกต้องเผชิญกับปัญหาสภาวะโลกร้อน อันเนื่องมาจากหลากหลายสาเหตุ หนึ่งในนั้นคือการเพิ่มขึ้นของปริมาณรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงน้ำมันในการเผาไหม้ ซึ่งการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงเหล่านี้เองที่ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะเรือนกระจก นอกจากปัญหามลพิษแล้วในอนาคตโลกอาจจะต้องเจอกับสถานการณ์วิกฤตเกี่ยวกับทรัพยากรพลังงานที่นับวันจะค่อย ๆ หมดไป ด้วยเหตุผลเหล่านี้จึงทำให้รัฐบาลของหลาย ๆ ประเทศทั่วโลกหันมาให้ความสนใจสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทนในรถยนต์ อย่างเช่นพลังงานไฟฟ้า แทนการใช้พลังงานเชื้อเพลิงเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากพลังงานไฟฟ้าสามารถผลิตได้จากหลายวิธีการด้วยกัน เช่น ผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์โดยใช้เซลล์สุริยะ พลังงานลม พลังงานน้ำ ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ

สืบเนื่องจากนโยบายของหลาย ๆ ประเทศที่มีแนวโน้มที่จะสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น ทางบริษัทผู้ผลิตรถยนต์หลาย ๆ รายจึงได้มีการตอบสนองต่อนโยบายนี้ด้วยการเร่งคิดค้นและเร่งพัฒนารถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า เพราะนอกจากจะเป็นการแข่งขันกันในตลาดที่ใหญ่ระดับโลกแล้วนั้น ยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ด้วยการผลิตรถยนต์ที่จะช่วยให้มลพิษที่ส่งผลต่อเสียต่อสิ่งแวดล้อมนั้นลดลง ดังนั้นในอนาคตรถยนต์ไฟฟ้าอาจกลายมาเป็นนวัตกรรมหลักในธุรกิจยานยนต์ก็ว่าได้

รถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle) คือ พาหนะที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อน โดยที่พลังงานไฟฟ้าที่นำมาใช้จะถูกจัดเก็บไว้ในแบตเตอรี่หรืออุปกรณ์เก็บพลังงานไฟฟ้ารูปแบบอื่น ถูกผลิตขึ้นครั้งแรกโดยบริษัท Tesla ที่ตั้งอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ. 2008 รถยนต์ไฟฟ้าสามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ รถยนต์ไฟฟ้าแบบไฮบริด (Hybrid Electric Vehicle, HEVs) ไฮบริดปลั๊กอิน (Plug-in Hybrid Electric Vehicle, PHEVs) แบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicle, BEVs) และเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell Electric Vehicle, FCEVs) โดยแต่ละประเภทมีการใช้แหล่งกำเนิดในการขับเคลื่อนรถยนต์แตกต่างกัน

ข้อดีของรถยนต์ไฟฟ้า

  • พลังงานไฟฟ้าราคาถูกกว่าเมื่อเทียบกับน้ำมัน
  • เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่มีมลพิษที่เกิดจากการเผาไหมเชื้อเพลิง
  • ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัด หันมาใช้พลังงานทดแทนรูปแบบอื่น ๆ แทน

ข้อเสียของรถยนต์ไฟฟ้า

  • ราคารถยนต์ไฟฟ้ายังมีราคาที่ค่อนข้างแพงมากเมื่อเทียบกับรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงปกติ เนื่องแบตเตอรี่มีราคาแพง
  • ต้องเสียเวลาในการชาร์จแบตเตอรี่
  • ระบบโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สถานีชาร์จไฟแบตเตอรี่ที่ยังมีจำนวนรองรับไม่มากพอ

อย่างไรก็ตามด้วยข้อดีมากมายของรถยนต์ไฟฟ้า แม้ว่าจะมีข้อเสียอยู่บ้างในเรื่องของราคาและโครงสร้างพื้นฐานแต่ด้วยการสนับสนุนของรัฐบาลในแต่ละประเทศไม่ว่าจะเป็นการเร่งสร้างสถานีชาร์จไฟ การสนับสนุนในเรื่องของการลดหย่อนภาษีให้กับผู้บริโภค เชื่อว่าในอนาคตอันใกล้นี้มนุษยชาติจะสามารถที่จะทลายกำแพงและก้าวข้ามขีดจำกัดต่าง ๆ ไปได้ และทำให้รถยนต์ไฟฟ้าไม่ใช้เทคโนโลยีทางเลือกอีกต่อไป


เครดิตภาพ: https://tinylink.net/ZFS2Z

ลืมภาพจำรถเข็นสำหรับผู้พิการแบบเดิม ๆ ไปได้เลย

ในอดีตหลายคนคงคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีกับการเห็นผู้พิการหรือผู้สูงอายุที่ไม่สามารถเดินได้ด้วยตนเอง หรือเดินเองได้ไม่ค่อยสะดวก ถูกพามาในสถานที่ต่าง ๆ ด้วยการที่มีญาติหรือเพื่อนที่ทำหน้าที่เป็นคนเข็นรถให้นั่ง แต่ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในยุคนี้ทำให้ภาพจำเหล่านั้นอาจจะค่อย ๆ เลือนหายไปในที่สุด เพราะปัจจุบันได้มีการนำเอาเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาพัฒนาให้รถเข็นสำหรับผู้พิการไม่ใช่รถเข็นธรรมดาอีกต่อไป แต่เป็น Smart Wheelchair ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำหรับผู้พิการ ที่สามารถทำงานและตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้งานได้มากขึ้น

Smart Wheelchair เป็นรถเข็นสำหรับผู้พิการที่นำเอาเทคโนโลยีระบบไฟฟ้าเข้ามาประยุกต์ใช้ เพื่อให้ผู้ใช้งานไม่ต้องออกแรงมากเกินไปในการเคลื่อนตัวไปในที่ต่าง ๆ โดยระบบควบคุมอาจเป็นแบบปุ่มกด หรือ แบบ Joystick ที่มีไว้เพื่อควบคุมทิศทางการเคลื่อนที่ของรถเข็น แต่ที่เหนือไปกว่านั้นคือต่อมาได้มีการนำเอาแอปพลิเคชันในระบบปฏิบัติการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบ iOS หรือ ระบบ Android เข้ามาช่วยควบคุมการทำงานของล้อรถเพื่อให้ง่ายและสะดวกต่อการใช้งานมากยิ่งขึ้นไปอีก

หลักการทำงาน ของ Smart Wheelchair แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ๆ  โดยส่วนที่หนึ่ง คือ ส่วนที่เป็นอุปกรณ์ (Hardware) อันประกอบด้วยรถเข็นสองล้อทั่วไปที่นำมาประกอบเข้าด้วยกันกับมอเตอร์ควบคุมการเคลื่อนที่ รวมทั้งบอร์ดควบคุมการทำงานของมอเตอร์นั้นด้วย และส่วนที่สอง คือ ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software) ที่คิดค้นขึ้นทั้งในระบบปฏิบัติการแบบ IOS และ ระบบ Android โดยเชื่อมต่อการทำงานของทั้งสองส่วนเข้าด้วยกันผ่าน Bluetooth 

ด้วยระบบแอปพลิเคชันนี้ ผู้ใช้งานสามารถควบคุมการเคลื่อนที่ของ Smart Wheelchair ได้ใน 4 รูปแบบด้วยกัน อาทิ

  • ควบคุมด้วยระบบสัมผัสหน้าจอ (Touchscreen)
  • ควบคุมด้วยหลักการ Accelerometer ที่สามารถบังคับทิศทางของล้อรถเข็นให้แสดงผลตามความลาดเอียงหรือการเบี่ยงซ้าย ขวา หน้า หลัง ตามตำแหน่งองศาความลาดเอียงของหน้าจอ Smartphone ได้
  • ควบคุมด้วยระบบคำสั่งงานด้วยเสียง โดยการตั้งค่าให้ Smartphone จดจำน้ำเสียงพูดของผู้ใช้งาน (Voice Recognition) แต่อย่างไรก็ดีด้วยข้อจำกัดทางด้านภาษา ผู้ใช้งานอาจจะต้องเรียนรู้ในการที่จะออกคำสั่งเป็นภาษาอังกฤษ เนื่องจากเป็นภาษาที่แอปพลิเคชันสามารถรองรับได้ง่ายกว่าภาษาไทย
  • ควบคุมด้วยสายตา (Smart Wheelchair based on Eye Tracking) ภายใน Smart Wheelchair จะมีเครื่องมือที่ทำหน้าที่คอยตรวจจับการเคลื่อนไหวดวงตาของผู้ใช้งาน เพื่อส่งข้อมูลประมวลผลไปยังส่วนควบคุมทิศทางของล้อรถให้เปลี่ยนทิศทางไปตามสายตาของผู้ใช้งาน

โดยรูปแบบแต่ละอันก็อาจมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจและงบประมาณของผู้ใช้งานในแต่ละราย อย่างไรก็ดีไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการใช้งานแบบใด การคิดค้นนวัตกรรมนี้ขึ้นมาก็เป็นประโยชน์มหาศาลต่อผู้ใช้งานที่อาจจะเป็นได้ทั้งผู้พิการหรือผู้สูงอายุให้มีทางเลือกในการที่จะดำรงชีวิตอยู่ภายในสังคมได้อย่างเท่าเทียมและมีความสุข ไม่ต้องรู้สึกว่าตนเองกลายเป็นภาระของผู้อื่นมากจนเกินไป และเป็นการสนับสนุนให้เห็นถึงแนวคิดที่สำคัญในการที่จะช่วยกันคิดค้นเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือผู้พิการในสังคมมากขึ้น

จะดีกว่าไหมหากให้หุ่นยนต์ดูดฝุ่นแบ่งเบาภาระงานบ้านของคุณ

การทำงานที่ต้องเร่งรีบในแต่ละวัน ไหนจะเสียเวลาไปกับการเดินทางอันยาวนานด้วยการจราจรที่แน่นขนัดไปทุกเส้นทางในเมืองกรุง ส่งผลให้เมื่อกลับมาถึงบ้านแต่ละคนก็แทบจะหมดเรี่ยวหมดแรงไม่อยากที่จะต้องทำอะไรกันอีกแล้ว แต่จะเป็นไปได้อย่างไรในเมื่อยังมีงานบ้านที่รอให้สะสางอยู่อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการซักผ้า รีดผ้า หรืองานอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานทำความสะอาดบ้าน เพราะสภาพวะแวดล้อมในเมืองช่างง่ายต่อการก่อให้เกิดมลพิษและฝุ่นตัวร้ายที่จะคอยคุกคามระบบทางเดินหายใจของคุณและคนที่คุณรัก ไม่ว่าอย่างไรการจัดการกับฝุ่นในบ้านจึงเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ถ้าเป็นอย่างนั้นจะดีกว่าไหมหากมีเทคโนโลยีชนิดหนึ่งชนิดใดเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระให้กับคุณแม่บ้านและคุณพ่อบ้านยุคใหม่ได้

หากนึกถึงอุปกรณ์ที่จะสามารถช่วยทุ่นแรงในการจัดการกับฝุ่นในบ้านโดยที่เราไม่ต้องลงมือลงแรงเลยแม้แต่นิดเดียว เชื่อว่า “หุ่นยนต์ดูดฝุ่น” น่าจะเป็นหนึ่งในตัวเลือกแรก ๆ ที่คนในยุคที่เทคโนโลยีถูกพัฒนาไปไกลอย่างก้าวกระโดดจะนึกถึง ซึ่งเทคโนโลยีหุ่นยนต์ดูดฝุ่นนี้ค่อย ๆ ถูกพัฒนามาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2013 และยังคงถูกพัฒนาเรื่อยมาอย่างต่อเนื่อง

หากจะพูดถึงระบบการทำงานของหุ่นยนต์ดูดฝุ่น ปัจจัยที่จะขาดไปไม่ได้เลยก็คือ ระบบการนำทาง ที่เรียกว่า เทคโนโลยี Robot Vacuum Navigation System ซึ่งรูปแบบการทำงานหลัก ๆ ด้วยกัน 3 แบบ คือ

  1. การนำทางด้วยเซนเซอร์อินฟราเรด (Infrared Sensor) ที่จะยิงสัญญาณออกไปเพื่อหาพื้นที่ว่างในการเข้าไปทำความสะอาด ระบบนี้จะช่วยให้หุ่นยนต์ดูดฝุ่นเคลื่อนออกมาจากบริเวณสิ่งที่มีวัตถุกีดขวางทางอยู่
  2. การใช้กล้องเพื่อสร้างแผนที่ในการนำทาง (Mapping Camera) ซึ่งเป็นกล้องชนิดเดียวกันกับที่ติดอยู่บนโทรศัพท์มือถือ
  3. การใช้ระบบเลเซอร์วัดระยะทาง (Laser Distance Sensor) ซึ่งเลเซอร์ที่ยิงออกมาเป็นชนิดที่ไม่มีอันตรายต่อมนุษย์ ยิงออกมาเพื่อหาว่ามีวัตถุรอบข้างอยู่หรือไม่

อย่างไรก็ดีการทำงานของหุ่นยนต์ดูดฝุ่นนี้อาจใช้รูปแบบการทำงานแต่ละแบบหรือใช้รูปแบบผสมก็ได้ขึ้นอยู่กับการออกแบบของแต่ละผู้ผลิต

5 ข้อควรพิจารณา เมื่อต้องตัดสินใจซื้อหุ่นยนต์ดูดฝุ่น

  1. รูปลักษณ์หรือรูปทรงภายนอก ควรพิจารณาเลือกซื้อให้เหมาะกับสภาพพื้นที่ในบ้าน เพื่อให้การดูดฝุ่นเป็นไปด้วยความสะดวก โดยรูปทรงที่เป็นที่นิยม และมีให้เลือกในท้องตลาด ได้แก่ ทรงกลม ทรงเหลี่ยม และทรงครึ่งกลมครึ่งเหลี่ยม
  2. ความจุของแบตเตอรี่ หากต้องการระยะเวลาในการดูดฝุ่นนานก็ต้องเลือกหุ่นยนต์ดูดฝุ่นที่มีปริมาณความจุแบตเตอรี่มาก ๆ หรือการทำงานกินแบตเตอรี่ไม่มากเกินไปนัก ทางที่ดีควรมีระบบ Self-Charging Base เพื่อการชาร์จแบตอัตโนมัติให้ตัวเครื่องเพื่อพร้อมสำหรับการใช้งานอยู่เสมอ
  3. ขนาดกล่องสำหรับไว้ใส่ฝุ่นละออง ควรเลือกขนาดความจุที่เหมาะสมกับการใช้งาน แต่โดยทั่วไปความจุยิ่งมากก็ยิ่งดี เพื่อลดการเสียเวลาในการนำเศษขยะไปทิ้งบ่อย ๆ
  4. ระดับความดังของเสียงเครื่องยนต์ขณะทำงาน โดยทั่วไป เสียงเครื่องดูดฝุ่น (Vacuum Cleaner) จะส่งเสียงที่ระดับเสียงประมาณ 70 dB ซึ่งไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อระบบการได้ยิน
  5. ฟีเจอร์เพิ่มเติม อื่น ๆ เช่น การตั้งเวลาปิด – เปิด  การใช้รีโมทควบคุมจากระยะไกล หรือ การสั่งงานผ่านแอปพลิเคชัน หรือการใช้กำแพงเสมือน (Virtual Wall) เพื่อป้องกันไม่ให้หุ่นยนต์ดูดฝุ่นเข้าไปทำงานในบริเวณที่คุณไม่ต้องการ เป็นต้น

Digital Transformation กับธุรกิจเป็นเรื่องเดียวกัน

ในโลกที่ธุรกิจการค้ามีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด พร้อม ๆ กับความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี ทำให้ผู้ประกอบการต้องมีการปรับตัวให้อยู่ได้ในกระแสสังคมที่อะไร ๆ ก็ขึ้นอยู่กับข้อมูล ยิ่งในยุคของโลกดิจิทัลด้วยแล้วหากผู้ประกอบการรายใดสามารถดึงเอาศักยภาพของนวัตกรรม และประโยชน์ของข้อมูลดิจิทัลเข้ามาเป็นจุดเด่นในการพัฒนาธุรกิจของตนเอง ก็อาจคาดการณ์ได้ว่า ในไม่ช้าผู้ประกอบการรายนั้นคงสามารถที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของธุรกิจนั้น ๆ ได้ไม่ยาก

การนำเอาแนวคิดในเรื่องของเทคโนโลยีและประโยชน์จากข้อมูลดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในด้านธุรกิจ เพื่อทำให้เกิดการพัฒนาไปของสินค้าและบริการ เป็นผลมาจากแนวคิดในเรื่องของ Digital Transformation เพราะเทคโนโลยีและข้อมูลดิจิทัลนั้นก็คล้ายกันกับโลกของธุรกิจ คือ ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นเจ้าของธุรกิจจึงต้องไม่หยุดที่จะคิดหาหนทางในการปรับปรุงและพัฒนาสินค้าของตนเอง ให้มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าในสังคมยุค 4.0 ได้อย่างสูงสุด

วิธีการหลัก ๆ ที่สามารถนำเอาแนวคิดของ Digital Transformation มาประยุกต์ใช้ ได้แก่ การนำเอาข้อมูลดิจิทัลมาวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้บริโภค เพื่อหาทางสร้างความพึงพอใจและประสบการณ์แปลกใหม่ให้กับลูกค้า ด้วยการสร้างจุดเด่นหรือจุดขายของสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค การมุ่งเน้นนำเอานวัตกรรมและเทคโนโลยี ตลอดจนความคิดสร้างสรรค์มาพัฒนาสินค้าที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด รวมทั้งการปรับเปลี่ยนแนวทางของธุรกิจให้ก้าวไปสู่ยุคดิจิทัล เช่น การทำการตลาดออนไลน์ผ่านช่องทางอันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชัน Facebook Twitter Instagram Line หรืออื่น ๆ

ตัวอย่างธุรกิจที่มีการนำเอา Digital Transformation มาประยุกต์ใช้แล้วสร้างความฮือฮาในสังคมไทยไม่น้อย คือ นวัตกรรมที่ชื่อว่า “Jubilee iMOMENT” ซึ่งเกิดจากความร่วมมือกันระหว่าง บริษัท ยูบิลลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) Jubilee บริษัทที่ให้บริการสินค้าประเภทเครื่องประดับตกแต่งที่ทำมาจากเพชร กับ บริษัท แอท แวน เทจAtVantage บริษัทที่มุ่งเน้นการพัฒนาและการให้บริการด้าน Big Data และ Machine Learning ของประเทศไทย โดยนวัตกรรมนี้เป็นการคิดค้นแอปพลิเคชันสำหรับเก็บรวบรวมช่วงเวลาดีดีของคู่รัก แล้วเชื่อมต่อข้อมูลเข้ากับแหวนเพชรแต่งงาน โดยอาศัยเทคโนโลยี “AI” (Artificial Intelligence) ทำให้แหวนเพชรไม่ได้มีแค่เพียงความสวยงามหรือมีไว้ประดับตกแต่งร่างกายเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ทุกครั้งเมื่อใดก็ตามที่มีการใช้สมาร์ทโฟนแสกนไปยังแหวนเพชรผู้ใช้งานจะสามารถเข้าถึงข้อมูลคู่รักเหล่านั้นได้ทันที เรียกได้ว่าเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้า และสร้างประสบการณ์ความแปลกใหม่และความประทับใจให้กับลูกค้า ทำให้สินค้ามีความโดดเด่นแตกต่างจากสินค้าของคู่แข่งโดยสิ้นเชิง

จากตัวอย่างธุรกิจที่กล่าวมานั้น คาดการณ์ได้ไม่ยากเลยว่าในอนาคตอันใกล้ ในโลกของธุรกิจคงมีสินค้าใหม่ ๆ ที่เกิดจากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและข้อมูลดิจิทัลในการปรับปรุงพัฒนาต่อยอดสินค้าให้มีลูกเล่นเพิ่มมากขึ้นอีกมากมายอย่างแน่นอน

เทคโนโลยี AR/VR แตกต่างเหมือนกัน

ช่วงเวลายุคทองของเทคโนโลยี Augmented Reality (AR) และ Virtual Reality (VR) ที่นวัตกรรมความเจริญต่าง ๆ ถูกพัฒนาขึ้นมาพร้อม ๆ กัน อาจจะทำให้ใครหลาย ๆ คนสับสนระหว่างเจ้าเทคโนโลยี 2 ตัวนี้ก็เป็นได้ อย่างไรก็ดี AR กับ VR ค่อนข้างมีความเหมือนที่แตกต่างกันอย่างลงตัว แต่ก่อนอื่นเราต้องมาทำความรู้จักกับเทคโนโลยีแต่ละตัวให้ดีซะก่อน

AR คือ การจำลองวัตถุเสมือนขึ้นมาซ้อนทับกับสิ่งแวดล้อมของโลกจริง ซึ่งวัตถุเสมือนนั้นอาจเป็นข้อมูลรูปภาพ 2 หรือ 3 มิติ ข้อมูลวิดีโอหรือตัวอักษรก็ได้ เรียกว่าเป็นการผสมผสานระหว่างโลกเสมือนที่สร้างขึ้นมาจากการใช้จินตนาการเข้าไว้กับโลกที่มีอยู่จริงได้อย่างลงตัว โดยอาศัยหลักการทำงานระหว่างอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ เช่น กล้องถ่ายรูป ระบบ GPS กับซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์กราฟิกที่ใช้ในการสร้างฐานข้อมูล AR โดยแสดงผลผ่านอุปกรณ์ง่าย ๆ เช่น สมาร์ทโฟน

ในขณะที่ VR คือการจำลองภาพเสมือนทั้งโลกให้อยู่ในรูปแบบภาพเคลื่อนไหว 360 องศา เป็นการพาผู้ใช้งานไปสัมผัสประสบการณ์อีกโลกหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้น ไม่ว่าโลกนั้นจะเป็นโลกที่ถูกจินตนาการขึ้นมาหรือเป็นสภาพแวดล้อมที่มีอยู่บนโลกจริงก็ตาม VR จะกระตุ้นให้ผู้ใช้งานมีการรับรู้ความรู้สึกร่วมและตอบสนองไปกับสัมผัสต่าง ๆ ของโลกเสมือนที่ถูกสร้างขึ้นผ่านอุปกรณ์ 2 ส่วน คือส่วนแสดงภาพ เช่น จอภาพสวมศีรษะ (Head Mounted Display: HMD) ที่มีลักษณะเป็นหน้าจอมอนิเตอร์ที่รับภาพจากโลกเสมือน และส่วนรับแรงป้อนกลับ เช่น ถุงมือ เมาส์ และคทา 3 มิติ เป็นต้น

ข้อแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดระหว่างเทคโนโลยี VR และ AR คือ VR ทำให้ผู้ใช้งานตัดขาดตัวเองออกจากสภาพแวดล้อมปัจจุบันที่ผู้ใช้งานอยู่เข้าไปท่องในโลกเสมือนอย่างเต็มรูปแบบ ในขณะที่ AR ทำตรงกันข้าม คือ สร้างวัตถุเสมือนที่ไม่ได้มีอยู่จริงขึ้นมา แล้วให้วัตถุเสมือนนั้นออกมาโลดแล่นราวกับมีตัวตนอยู่บนโลกจริง นอกจากนี้อุปกรณ์จำเป็นที่ต้องใช้ในเทคโนโลยี AR กับ VR ก็มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด กล่าวคือ VR เป็นเทคโนโลยีที่ค่อนข้างต้องใช้อุปกรณ์ที่มีความยุ่งยากสลับซับซ้อนและมีราคาแพงมากกว่าเทคโนโลยี AR ที่มีเพียงแค่แอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนก็สามารถที่จะแสดงผลออกมาได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจแล้ว

แต่อย่างไรก็ดีปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่เหมือนกันจนแทบจะแยกไม่ออกของเทคโนโลยี 2 ตัวนี้ ก็คงจะเป็นเรื่องที่ว่า ทั้ง AR และ VR จะเข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตและพฤติกรรมต่าง ๆ ของผู้ใช้งานให้มีทางเลือกในการใช้เทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวกสบายให้กับชีวิตตนเองเพิ่มมากขึ้น โดยทั้ง AR และ VR ต่างก็เป็นเทคโนโลยีที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ต่อยอดเข้ากับการทำงานในหลากหลายสาขาอาชีพ ไม่จะเป็นในด้านการศึกษา การแพทย์ การท่องเที่ยว การทหาร หรือการโฆษณา เป็นต้น