เทคโนโลยี

รถยนต์ไฟฟ้าจะไม่ใช่เทคโนโลยีทางเลือกอีกต่อไป เพราะในอนาคตอาจเป็นทางหลักของธุรกิจยานยนต์

เป็นระยะเวลาหลายปีมาแล้วที่โลกต้องเผชิญกับปัญหาสภาวะโลกร้อน อันเนื่องมาจากหลากหลายสาเหตุ หนึ่งในนั้นคือการเพิ่มขึ้นของปริมาณรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงน้ำมันในการเผาไหม้ ซึ่งการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงเหล่านี้เองที่ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะเรือนกระจก นอกจากปัญหามลพิษแล้วในอนาคตโลกอาจจะต้องเจอกับสถานการณ์วิกฤตเกี่ยวกับทรัพยากรพลังงานที่นับวันจะค่อย ๆ หมดไป ด้วยเหตุผลเหล่านี้จึงทำให้รัฐบาลของหลาย ๆ ประเทศทั่วโลกหันมาให้ความสนใจสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทนในรถยนต์ อย่างเช่นพลังงานไฟฟ้า แทนการใช้พลังงานเชื้อเพลิงเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากพลังงานไฟฟ้าสามารถผลิตได้จากหลายวิธีการด้วยกัน เช่น ผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์โดยใช้เซลล์สุริยะ พลังงานลม พลังงานน้ำ ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ

สืบเนื่องจากนโยบายของหลาย ๆ ประเทศที่มีแนวโน้มที่จะสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น ทางบริษัทผู้ผลิตรถยนต์หลาย ๆ รายจึงได้มีการตอบสนองต่อนโยบายนี้ด้วยการเร่งคิดค้นและเร่งพัฒนารถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า เพราะนอกจากจะเป็นการแข่งขันกันในตลาดที่ใหญ่ระดับโลกแล้วนั้น ยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ด้วยการผลิตรถยนต์ที่จะช่วยให้มลพิษที่ส่งผลต่อเสียต่อสิ่งแวดล้อมนั้นลดลง ดังนั้นในอนาคตรถยนต์ไฟฟ้าอาจกลายมาเป็นนวัตกรรมหลักในธุรกิจยานยนต์ก็ว่าได้

รถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle) คือ พาหนะที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อน โดยที่พลังงานไฟฟ้าที่นำมาใช้จะถูกจัดเก็บไว้ในแบตเตอรี่หรืออุปกรณ์เก็บพลังงานไฟฟ้ารูปแบบอื่น ถูกผลิตขึ้นครั้งแรกโดยบริษัท Tesla ที่ตั้งอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ. 2008 รถยนต์ไฟฟ้าสามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ รถยนต์ไฟฟ้าแบบไฮบริด (Hybrid Electric Vehicle, HEVs) ไฮบริดปลั๊กอิน (Plug-in Hybrid Electric Vehicle, PHEVs) แบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicle, BEVs) และเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell Electric Vehicle, FCEVs) โดยแต่ละประเภทมีการใช้แหล่งกำเนิดในการขับเคลื่อนรถยนต์แตกต่างกัน

ข้อดีของรถยนต์ไฟฟ้า

  • พลังงานไฟฟ้าราคาถูกกว่าเมื่อเทียบกับน้ำมัน
  • เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่มีมลพิษที่เกิดจากการเผาไหมเชื้อเพลิง
  • ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัด หันมาใช้พลังงานทดแทนรูปแบบอื่น ๆ แทน

ข้อเสียของรถยนต์ไฟฟ้า

  • ราคารถยนต์ไฟฟ้ายังมีราคาที่ค่อนข้างแพงมากเมื่อเทียบกับรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงปกติ เนื่องแบตเตอรี่มีราคาแพง
  • ต้องเสียเวลาในการชาร์จแบตเตอรี่
  • ระบบโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สถานีชาร์จไฟแบตเตอรี่ที่ยังมีจำนวนรองรับไม่มากพอ

อย่างไรก็ตามด้วยข้อดีมากมายของรถยนต์ไฟฟ้า แม้ว่าจะมีข้อเสียอยู่บ้างในเรื่องของราคาและโครงสร้างพื้นฐานแต่ด้วยการสนับสนุนของรัฐบาลในแต่ละประเทศไม่ว่าจะเป็นการเร่งสร้างสถานีชาร์จไฟ การสนับสนุนในเรื่องของการลดหย่อนภาษีให้กับผู้บริโภค เชื่อว่าในอนาคตอันใกล้นี้มนุษยชาติจะสามารถที่จะทลายกำแพงและก้าวข้ามขีดจำกัดต่าง ๆ ไปได้ และทำให้รถยนต์ไฟฟ้าไม่ใช้เทคโนโลยีทางเลือกอีกต่อไป


เครดิตภาพ: https://tinylink.net/ZFS2Z

Digital Transformation กับธุรกิจเป็นเรื่องเดียวกัน

ในโลกที่ธุรกิจการค้ามีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด พร้อม ๆ กับความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี ทำให้ผู้ประกอบการต้องมีการปรับตัวให้อยู่ได้ในกระแสสังคมที่อะไร ๆ ก็ขึ้นอยู่กับข้อมูล ยิ่งในยุคของโลกดิจิทัลด้วยแล้วหากผู้ประกอบการรายใดสามารถดึงเอาศักยภาพของนวัตกรรม และประโยชน์ของข้อมูลดิจิทัลเข้ามาเป็นจุดเด่นในการพัฒนาธุรกิจของตนเอง ก็อาจคาดการณ์ได้ว่า ในไม่ช้าผู้ประกอบการรายนั้นคงสามารถที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของธุรกิจนั้น ๆ ได้ไม่ยาก

การนำเอาแนวคิดในเรื่องของเทคโนโลยีและประโยชน์จากข้อมูลดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในด้านธุรกิจ เพื่อทำให้เกิดการพัฒนาไปของสินค้าและบริการ เป็นผลมาจากแนวคิดในเรื่องของ Digital Transformation เพราะเทคโนโลยีและข้อมูลดิจิทัลนั้นก็คล้ายกันกับโลกของธุรกิจ คือ ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นเจ้าของธุรกิจจึงต้องไม่หยุดที่จะคิดหาหนทางในการปรับปรุงและพัฒนาสินค้าของตนเอง ให้มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าในสังคมยุค 4.0 ได้อย่างสูงสุด

วิธีการหลัก ๆ ที่สามารถนำเอาแนวคิดของ Digital Transformation มาประยุกต์ใช้ ได้แก่ การนำเอาข้อมูลดิจิทัลมาวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้บริโภค เพื่อหาทางสร้างความพึงพอใจและประสบการณ์แปลกใหม่ให้กับลูกค้า ด้วยการสร้างจุดเด่นหรือจุดขายของสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค การมุ่งเน้นนำเอานวัตกรรมและเทคโนโลยี ตลอดจนความคิดสร้างสรรค์มาพัฒนาสินค้าที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด รวมทั้งการปรับเปลี่ยนแนวทางของธุรกิจให้ก้าวไปสู่ยุคดิจิทัล เช่น การทำการตลาดออนไลน์ผ่านช่องทางอันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชัน Facebook Twitter Instagram Line หรืออื่น ๆ

ตัวอย่างธุรกิจที่มีการนำเอา Digital Transformation มาประยุกต์ใช้แล้วสร้างความฮือฮาในสังคมไทยไม่น้อย คือ นวัตกรรมที่ชื่อว่า “Jubilee iMOMENT” ซึ่งเกิดจากความร่วมมือกันระหว่าง บริษัท ยูบิลลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) Jubilee บริษัทที่ให้บริการสินค้าประเภทเครื่องประดับตกแต่งที่ทำมาจากเพชร กับ บริษัท แอท แวน เทจAtVantage บริษัทที่มุ่งเน้นการพัฒนาและการให้บริการด้าน Big Data และ Machine Learning ของประเทศไทย โดยนวัตกรรมนี้เป็นการคิดค้นแอปพลิเคชันสำหรับเก็บรวบรวมช่วงเวลาดีดีของคู่รัก แล้วเชื่อมต่อข้อมูลเข้ากับแหวนเพชรแต่งงาน โดยอาศัยเทคโนโลยี “AI” (Artificial Intelligence) ทำให้แหวนเพชรไม่ได้มีแค่เพียงความสวยงามหรือมีไว้ประดับตกแต่งร่างกายเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ทุกครั้งเมื่อใดก็ตามที่มีการใช้สมาร์ทโฟนแสกนไปยังแหวนเพชรผู้ใช้งานจะสามารถเข้าถึงข้อมูลคู่รักเหล่านั้นได้ทันที เรียกได้ว่าเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้า และสร้างประสบการณ์ความแปลกใหม่และความประทับใจให้กับลูกค้า ทำให้สินค้ามีความโดดเด่นแตกต่างจากสินค้าของคู่แข่งโดยสิ้นเชิง

จากตัวอย่างธุรกิจที่กล่าวมานั้น คาดการณ์ได้ไม่ยากเลยว่าในอนาคตอันใกล้ ในโลกของธุรกิจคงมีสินค้าใหม่ ๆ ที่เกิดจากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและข้อมูลดิจิทัลในการปรับปรุงพัฒนาต่อยอดสินค้าให้มีลูกเล่นเพิ่มมากขึ้นอีกมากมายอย่างแน่นอน

เทคโนโลยี AR/VR แตกต่างเหมือนกัน

ช่วงเวลายุคทองของเทคโนโลยี Augmented Reality (AR) และ Virtual Reality (VR) ที่นวัตกรรมความเจริญต่าง ๆ ถูกพัฒนาขึ้นมาพร้อม ๆ กัน อาจจะทำให้ใครหลาย ๆ คนสับสนระหว่างเจ้าเทคโนโลยี 2 ตัวนี้ก็เป็นได้ อย่างไรก็ดี AR กับ VR ค่อนข้างมีความเหมือนที่แตกต่างกันอย่างลงตัว แต่ก่อนอื่นเราต้องมาทำความรู้จักกับเทคโนโลยีแต่ละตัวให้ดีซะก่อน

AR คือ การจำลองวัตถุเสมือนขึ้นมาซ้อนทับกับสิ่งแวดล้อมของโลกจริง ซึ่งวัตถุเสมือนนั้นอาจเป็นข้อมูลรูปภาพ 2 หรือ 3 มิติ ข้อมูลวิดีโอหรือตัวอักษรก็ได้ เรียกว่าเป็นการผสมผสานระหว่างโลกเสมือนที่สร้างขึ้นมาจากการใช้จินตนาการเข้าไว้กับโลกที่มีอยู่จริงได้อย่างลงตัว โดยอาศัยหลักการทำงานระหว่างอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ เช่น กล้องถ่ายรูป ระบบ GPS กับซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์กราฟิกที่ใช้ในการสร้างฐานข้อมูล AR โดยแสดงผลผ่านอุปกรณ์ง่าย ๆ เช่น สมาร์ทโฟน

ในขณะที่ VR คือการจำลองภาพเสมือนทั้งโลกให้อยู่ในรูปแบบภาพเคลื่อนไหว 360 องศา เป็นการพาผู้ใช้งานไปสัมผัสประสบการณ์อีกโลกหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้น ไม่ว่าโลกนั้นจะเป็นโลกที่ถูกจินตนาการขึ้นมาหรือเป็นสภาพแวดล้อมที่มีอยู่บนโลกจริงก็ตาม VR จะกระตุ้นให้ผู้ใช้งานมีการรับรู้ความรู้สึกร่วมและตอบสนองไปกับสัมผัสต่าง ๆ ของโลกเสมือนที่ถูกสร้างขึ้นผ่านอุปกรณ์ 2 ส่วน คือส่วนแสดงภาพ เช่น จอภาพสวมศีรษะ (Head Mounted Display: HMD) ที่มีลักษณะเป็นหน้าจอมอนิเตอร์ที่รับภาพจากโลกเสมือน และส่วนรับแรงป้อนกลับ เช่น ถุงมือ เมาส์ และคทา 3 มิติ เป็นต้น

ข้อแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดระหว่างเทคโนโลยี VR และ AR คือ VR ทำให้ผู้ใช้งานตัดขาดตัวเองออกจากสภาพแวดล้อมปัจจุบันที่ผู้ใช้งานอยู่เข้าไปท่องในโลกเสมือนอย่างเต็มรูปแบบ ในขณะที่ AR ทำตรงกันข้าม คือ สร้างวัตถุเสมือนที่ไม่ได้มีอยู่จริงขึ้นมา แล้วให้วัตถุเสมือนนั้นออกมาโลดแล่นราวกับมีตัวตนอยู่บนโลกจริง นอกจากนี้อุปกรณ์จำเป็นที่ต้องใช้ในเทคโนโลยี AR กับ VR ก็มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด กล่าวคือ VR เป็นเทคโนโลยีที่ค่อนข้างต้องใช้อุปกรณ์ที่มีความยุ่งยากสลับซับซ้อนและมีราคาแพงมากกว่าเทคโนโลยี AR ที่มีเพียงแค่แอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนก็สามารถที่จะแสดงผลออกมาได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจแล้ว

แต่อย่างไรก็ดีปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่เหมือนกันจนแทบจะแยกไม่ออกของเทคโนโลยี 2 ตัวนี้ ก็คงจะเป็นเรื่องที่ว่า ทั้ง AR และ VR จะเข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตและพฤติกรรมต่าง ๆ ของผู้ใช้งานให้มีทางเลือกในการใช้เทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวกสบายให้กับชีวิตตนเองเพิ่มมากขึ้น โดยทั้ง AR และ VR ต่างก็เป็นเทคโนโลยีที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ต่อยอดเข้ากับการทำงานในหลากหลายสาขาอาชีพ ไม่จะเป็นในด้านการศึกษา การแพทย์ การท่องเที่ยว การทหาร หรือการโฆษณา เป็นต้น

คุณรู้จักกับ เทคโนโลยี AR ดีแค่ไหน

วัยรุ่นหลายคนที่เป็นสาวกเกมมือถือ คงมีน้อยคนนักที่จะไม่รู้จักกับแอปพลิเคชันเกมที่มีชื่อว่า Pokemon Go เนื่องจากในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เกมนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งถ้าหากวิเคราะห์กันให้ดีแล้วจะพบว่าที่เกมนี้ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายก็คงเป็นผลมาจากความแปลกใหม่ที่จับต้องได้ ที่ผู้ผลิตใส่มาในแอปพลิเคชัน ความแปลกใหม่ที่ว่านี้คงหนีไม่พ้นการที่ตัวโปเกมอนในเกมสามารถที่จะออกมาอยู่ซ้อนทับกับสถานที่จริงได้ ราวกับว่าเจ้าโปเกมอนพวกนั้นมีตัวตนอยู่จริง ๆ แล้วอะไรกันแน่ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จที่ส่งให้เกมนี้ได้รับความนิยมไปไกลทั่วโลก คำตอบก็คงเป็นการนำเอาเทคโนโลยีที่มีชื่อว่า “Augmented Reality” หรือที่เรียกกันย่อ ๆ ว่า AR มาประยุกต์ใช้กับแอปพลิเคชันนี้นั่นเอง

AR เป็นเทคโนโลยีที่ใครหลาย ๆ คน คงเคยได้ยินได้ฟังผ่านหูมา คำถามก็คือ แล้วคุณรู้จักกับเจ้าเทคโนโลยีนี้ดีมากน้อยแค่ไหน เทคโนโลยี AR เป็นการจำลองเอาวัตถุเสมือนเข้าไปซ้อนทับไว้ในโลกแห่งความเป็นจริงราวกับเป็นภาพเดียวกัน โดยวัตถุเหล่านั้นอาจแสดงอยู่ในรูปภาพ 2 หรือ 3 มิติ วิดีโอหรือข้อความต่าง ๆ ทั้งนี้วัตถุเสมือนจริงพวกนี้จะถูกจำลองและจัดทำขึ้นผ่านซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ก่อนจะนำมาบรรจุเป็นฐานข้อมูลไว้ในแอปพลิเคชันต่าง ๆ เพื่อรอการใช้งานต่อไป

การแสดงข้อมูล AR จะต้องแสดงผลผ่านอุปกรณ์ที่พกพาได้สะดวกและสามารถรองรับข้อมูลวัตถุเสมือนได้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้องเป็นอุปกรณ์ที่มีกล้องถ่ายรูปติดตั้งอยู่ด้วย เช่น มือถือ แท็บเล็ต หรือแว่นตาอัจฉริยะ เพราะกล้องเปรียบเสมือนกุญแจไขไปสู่ข้อมูลต่าง ๆ ที่ถูกจัดเก็บไว้ เปรียบเหมือนดวงตาที่ทำให้เรามองเห็นข้อมูล AR ของโลกทั้งใบที่ถูกสร้างไว้

หลักการทำงานของเทคโนโลยี AR

ในปี ค.ศ. 2004 เทคโนโลยี AR ได้ถือกำเนิดขึ้น โดยถูกจัดอยู่ในหมวดงานวิจัยที่เกี่ยวกับวิทยาการทางด้านคอมพิวเตอร์ โดยอาศัยหลักการทำงานที่เกี่ยวข้องกันระหว่างอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ เช่น กล้องถ่ายรูป ระบบกำหนดตำแหน่งภูมิศาสตร์ (GPS) กับซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการสร้างฐานข้อมูล ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเห็นวัตถุเสมือน เช่น ภาพ 3 มิติลอยอยู่บนพื้นที่ที่สนใจได้ และไม่เพียงแค่ภาพนิ่งเท่านั้นแต่เทคโนโลยี AR ยังสามารถทำให้วัตถุเสมือนนั้นเคลื่อนไหวได้ราวกับมีชีวิตอยู่จริง สร้างความน่าสนใจและความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ใช้งานได้เป็นอย่างมาก

หลักการทำงานของเทคโนโลยี AR สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก ๆ คือ

  • Marker – Based หรือ หลักการจดจำภาพ (Image Recognition) โดยข้อมูล AR จะถูกจัดเก็บไว้ในรูปแบบของเครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ที่ติดอยู่บนสิ่งของต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นพับ ใบปลิว หรือสินค้า เช่น QR code และ Barcode เป็นต้น  และเมื่อใดที่มีการสแกนข้อมูลเหล่านั้นผ่านกล้อง ซอฟต์แวร์ของแอปพลิเคชันก็จะทำการจดจำภาพและแสดงผลข้อมูลดิจิทัลที่เกี่ยวข้องกับเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์นั้น ๆ
  • Location – Based  หรือ Position – Based ในกรณีนี้เพียงแค่มีการติดตั้งแอปพลิเคชัน AR Location-Based ไว้ที่อุปกรณ์ เมื่อใดก็ตามที่ผู้ใช้งานส่องกล้องไปที่สถานที่ใดสถานที่หนึ่ง ซอฟต์แวร์ที่มีอยู่ในอุปกรณ์จะทำการตรวจจับตำแหน่ง GPS แล้วประมวลผลว่าสถานที่ดังกล่าวคือสถานที่ใด จากนั้นจึงแสดงข้อมูลดิจิทัลที่เกี่ยวข้องกับสถานที่นั้น ๆ ซ้อนทับลงบนหน้าจอแสดงผลทันที

ตัวอย่างการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AR

ด้วยคุณประโยชน์อันมากมายของเทคโนโลยี AR ทำให้มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนี้ในงานหลากหลายด้าน เช่น

  • วิศวกรของ BMW จัดทำข้อมูล AR เกี่ยวกับขั้นตอนและเครื่องมือที่ใช้ในการประกอบรถยนต์มาใช้ในการอบรม เพื่อให้พนักงานมีความเข้าใจข้อมูลงานต่าง ๆ ที่ค่อนข้างมีความละเอียด ซับซ้อน และมีมูลค่าสูงอย่างลึกซึ้ง
  • IKEA ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AR ในการจัดทำแอปพลิเคชันเพื่อจำลองการจัดวางเฟอร์นิเจอร์ตามที่ลูกค้าต้องการ เพื่ออำนวยความสะดวกและทำให้ลูกค้าได้รับความพึงพอใจสูงสุดจากการบริการ
  • รายการทีวี Fox Sports ของอเมริกา นำ AR มาใช้ในการถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬาอเมริกันฟุตบอล โดยมีการ ซ้อนทับข้อมูลสถิติการแข่งขันและเปรียบเทียบตำแหน่งผู้เล่นในแต่ละทีม เป็นภาพ 3 มิติขนาดใหญ่แสดงอยู่บนหน้าจอ
  • นวัตกรรมทางการแพทย์มีการนำเอาเทคโนโลยี AR มาประยุกต์ใช้ในการผ่าตัด เพื่อให้คนไข้หรือญาติสามารถเห็นถึงตำแหน่งเนื้องอกที่อยู่บนอวัยวะของคนไข้ได้แบบ Real-time  

จะดีแค่ไหนหากจับโลกทั้งใบอยู่ในมือเราได้

โลกเราทุกวันนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิตของผู้คนในสังคม  เรียกได้ว่าเกี่ยวข้องตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งหลับตาลงในแต่ละวัน ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีนำมาซึ่งความสะดวกสบายของมนุษย์ในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการติดต่อสื่อสาร การศึกษา การคมนาคม หรือแม้แต่ในเรื่องของสุขภาพ และสิ่งที่ทำให้เทคโนโลยีต่าง ๆ ถูกพัฒนาอย่างก้าวกระโดดและเข้าถึงผู้ใช้งานได้อย่างหลากหลายเป้าหมาย นั่นก็คือระบบอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีที่ชื่อว่า “Internet of Things”

แนวคิดในเรื่องของ Internet of Things (IoT) ถูกคิดค้นขึ้นในปี ค.ศ.1999 ที่มหาวิทยาลัย Massachusetts Institute of technology โดย Kevin Ashton ซึ่งใจความสำคัญหลักของแนวคิดนี้ คือ การที่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกอย่างสามารถเชื่อมโยงเข้ากับโลกอินเทอร์เน็ต สามารถพูดคุย สื่อสารหรือสั่งงานระหว่างอุปกรณ์หนึ่งไปยังอีกหลาย ๆ อุปกรณ์ ได้ภายใต้การควบคุมสั่งการของมนุษย์ผ่านสัญญาณอินเทอร์เน็ตไร้สายหรือที่เรียกกันว่า Wireless ยกตัวอย่างเช่น การสั่งเปิด-ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านผ่านโทรศัพท์มือถือ การติดตามอัตราการเต้นของชีพจรขณะวิ่ง รวมทั้งการติดตามเส้นทางที่ใช้ในการวิ่ง การสั่งงานเปิด-ปิดประตูทางเข้าบ้าน หรือการสั่งเปิด-ปิดรถยนต์จากระยะไกล เป็นต้น

ข้อดีก็คือ มนุษย์จะได้รับความสะดวกสบายในการที่สามารจะตอบสนองความต้องการของตนเองได้เพียงแค่สั่งการผ่าน Smart Device จากที่ใด มุมไหนเวลาใดของโลกก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์อย่างเช่น โทรศัพท์มือถือ นาฬิกาข้อมือดิจิทอล หรือเครื่องมือสื่อสารอื่น ๆ เป็นต้น โดยตัวแปรสำคัญที่ทำให้เทคโนโลยีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพก็ประกอบไปด้วยระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าในประเทศที่มีความก้าวหน้าในเรื่องความรวดเร็วของสัญญาณอินเทอร์เน็ตก็จะมีความได้เปรียบในส่วนนี้ นอกจากระบบอินเทอร์เน็ตแล้ว เทคโนโลยีนี้ยังต้องอาศัยระบบ Sensor ต่าง ๆ จำนวนมากที่จะถูกติดตั้งอยู่กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ยิ่งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชิ้นนั้น ๆ เล็กมากเท่าไหร่ Sensor ที่จะถูกนำไปติดตั้งก็จะต้องมีการพัฒนาให้มีขนาดเล็กและมีระยะเวลาใช้งานได้ยาวนานเพื่อให้สะดวกต่อการใช้งานมากเท่านั้น เพื่อให้เครื่องมือเหล่านั้นเก็บบันทึกข้อมูลตลอดระยะเวลาที่ต้องการและประมวลผลเพื่อให้สามารถตอบสนองคำสั่งการของผู้ใช้งานได้จากในระยะไกล

อย่างไรก็ดีทุกเทคโนโลยีย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย เพราะการใช้เทคโนโลยีผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต มีความเป็นไปได้สูงที่จะได้รับความเสี่ยงจากการถูกโจรกรรมข้อมูลสำคัญ ๆ ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อผู้ใช้งาน ดังนั้นความปลอดภัยของระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็นไม่น้อยไปกว่าการมุ่งเน้นพัฒนาศักยภาพของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ให้ได้มาตรฐานและรองรับความต้องการอันหลากหลายของผู้บริโภคได้  และในอนาคตหากเมื่อใดก็ตามที่เทคโนโลยีนี้ถูกพัฒนาไปจนถึงขีดสุดพร้อม ๆ กับความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของข้อมูลของผู้ใช้งาน เมื่อนั้นความสะดวกสบายต่าง ๆ ที่จะตามมาก็คงไม่ต่างจากโลกทั้งใบอยู่ในมือเรา

เสียบปลั๊กในห้องน้ำได้โดยไม่ต้องกลัวอะไร เทคโนโลยีปลั๊กไฟกันน้ำได้ 100 เปอร์เซ็นต์

                หลายคนอาจจะมีประสบการณ์ที่จำฝังใจตั้งแต่เด็ก ๆ เกี่ยวกับเรื่องของการโดนไฟดูด อาจจะเป็นเพราะกระแสไฟฟ้ารั่วไหล หรือมีเรื่องของน้ำเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ทุกคนทราบกันดีว่าน้ำกับไฟฟ้าเป็นสิ่งที่จำเป็นจะต้องแยกให้ห่างกันเป็นอย่างยิ่ง เพราะมันสามารถทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้เลย

แต่ด้วยเทคโนโลยีใหม่ที่พึ่งจะเปิดตัวมาไม่นานมานี้ ทำให้เราไม่ต้องเป็นห่วงหรือเป็นกังวลเรื่องกระแสไฟฟ้ากับน้ำอีกต่อไป เพราะได้มีการพัฒนาปลั๊กไฟ ที่สามารถโดนน้ำได้ ยิ่งไปกว่านั้นคือสามารถที่จะใช้งานในน้ำได้เลย โดยไม่มีกระแสไฟไหลออกมา 100 เปอร์เซ็นต์

ปลั๊กไฟกันน้ำที่น่าสนใจ โปรดใช้วิจารณญาณก่อนนำมาใช้

                 เป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากปีนึงมีคนเสียชีวิตจากการโดนไฟช็อตไปจำนวนไม่น้อย ดังนั้นเรื่องของการใช้งานไฟฟ้าเป็นเรื่องที่สำคัญเป็นอย่างมาก ยิ่งเป็นเด็กเล็ก หรือคนชราด้วยแล้ว ยิ่งต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ รวมไปถึงบ้านคนหรือโรงแรมหลายที่ในตอนนี้เริ่มมีปลั๊กไฟไว้ในห้องน้ำ อาจจะไว้ใช้เสียบไดร์เป่าผม หรืออาจจะไว้ใช้ชาร์จแบตโทรศัพท์ ซึ่งแน่นอนว่าคนจำนวนมากในตอนนี้นำเอาโทรศัพท์เข้าไปเล่นในห้องน้ำด้วย

จากปัญหาที่กล่าวมาเหล่านี้ ยิ่งทำให้เรื่องไฟฟ้ากับน้ำเป็นที่น่ากังวลขึ้นไปอีก แต่ปัญหาเหล่านี้อาจจะหมดไปด้วยปลั๊กไฟกันน้ำ ที่ถูกผลิตขึ้นและจดสิทธิบัตรให้ใช้งานได้สิบประเทศแล้ว ซึ่งคุณสมบัติของมันก็คือมันสามารถที่จะกันน้ำได้ถึง 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าจะเป็นน้ำที่กระเด็นใส่ หรือจะนำปลั๊กลงไปใช้งานใต้น้ำ ก็สามารถใช้งานได้โดยที่น้ำไม่หลุดเข้าไปในปลั๊กเลยแม้แต่นิดเดียว ซึ่งได้พิสูจน์จากการทดลองของทางทีมผู้พัฒนาไปเรียบร้อยแล้วด้วยสองวิธี หนึ่งคือการน้ำปลั๊กไฟที่ไว้เสียบ และหลอดไฟแก้ว ลงไปเสียบใต้น้ำด้วยมือเปล่า โดยผลที่ได้ก็คือหลอดไฟติดสว่างได้ตามปกติใต้น้ำ โดยที่คนที่ทำการเสียบปลั๊กไฟใต้น้ำไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลย ต่อมาคือการเสียบปลั๊กในห้องน้ำไว้ จากนั้นทำการใช้ฝักบัวฉีดน้ำอัดตัวปลั๊กไฟไว้ ซึ่งการทำงานของมันก็ไม่มีปัญหา ไม่มีกระแสไฟฟ้ารั่วออกมาแม้แต่นิดเดียว ถือเป็นการพิสูจน์ได้ว่ามันสามารถที่จะกันการรั่วซึมของน้ำได้

แต่ในอีกมุมหนึ่งก็มีคนสันนิษฐานว่าน้ำที่ใช้ในการทดลองนั้น อาจจะเป็นน้ำกลั่นที่ไม่ได้เป็นน้ำที่นำไฟฟ้าแบบปกติหรือเปล่า ซึ่งในข้อนี้เราก็ยังไม่สามารถหาข้อพิสูจน์ที่แท้จริงได้ ดังนั้นเราควรที่จะรอให้เทคโนโลยีตัวนี้นิ่งกว่านี้ และออกมามีการยอมรับที่แน่นอนกว่านี้ก่อนที่จะหาซื้อมาใช้งานกันจะดีกว่า เนื่องจากเป็นเรื่องของความปลอดภัยของชีวิต จึงไม่คุ้มที่จะเสี่ยงในตอนนี้ แต่คงจะอีกไม่นานเกินรอแน่นอน

 

เด็กยุคใหม่ ใส่ใจการเขียนโค้ด พร้อมด้วยคฑาเวทมนตร์ร่ายโค้ดอัจฉริยะ

                ยุคของเทคโนโลยีที่สิ่งรอบตัวของเราเกือบทั้งหมดเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และทำงานได้อย่างอัตโนมัติ มีแนวโน้มที่จะถูกพัฒนาขึ้นไปเรื่อย ๆ อย่างไม่มีขีดจำกัด โดยคนรุ่นต่อ ๆ ไป ดังนั้นหลักความรู้พื้นฐานหรือสิ่งที่จำเป็นในขั้นแรกของการพัฒนาสิ่งเหล่านี้นั่นก็คือ การเขียนโค้ดภาษาคอมพิวเตอร์นั่นเอง

ในตอนนี้มีหลายโรงเรียนทั้งประถมและมัธยม เริ่มให้ความสำคัญกับวิชาคอมพิวเตอร์หรือ coding กันมากขึ้น เพื่อให้เด็กมีความรู้ความสามารถในแนวทางการพัฒนาเทคโนโลยี หลายที่นำมาเป็นวิชาเลือก และหลายที่นำมาเป็นวิชาบังคับ เป็นอีกแนวทางที่ให้เด็ก ๆ เลือกเส้นทางความชอบต่าง ๆ เหมือนกับเรื่องของศิลปะ กีฬา หรือ ความสามารถด้านอื่น ๆ แต่การที่เด็กใช้เวลาไปกับการนั่งเขียนโค้ดอยู่ที่หน้าจอมือถือหรือคอมพิวเตอร์มาก ๆ นั้น อาจจะทำให้พัฒนาการของตัวเด็กนั้นไม่มีประสิทธิภาพที่มากพอ จึงมีตัวช่วยให้เด็กได้เรียนรู้ศึกษาเรื่องของการเขียนโค้ดและได้เสริมสร้างจินตนาการอีกด้วย นั่นก็คือ คฑาโค้ดเวทมนตร์จากหนังพ่อมดสุดฮิตอย่าง Harry Potter

คฑาวิเศษจากหนังดัง สู่การพัฒนาและสร้างเสริมความรู้และจินตนาการ

                Harry Potter หนังพ่อมดและเวทมนตร์ชื่อดังที่ไม่มีใครไม่รู้จัก ซึ่งในตัวหนังนั้นจะอุปกรณ์หรืออาวุธที่เหล่านักเวทย์ใช้กัน นั่นก็คือคฑาวิเศษที่ไว้ใช้ร่ายคาถาและเวทมนตร์ต่าง ๆ ได้ และเป็นหนังที่เด็ก ๆ หลายคนมีความชื่นชอบ จึงทำให้มีการนำเอาคฑาจากในหนังเรื่อง Harry Potter นั้นมาทำเป็นอุปกรณ์การเรียนรู้และพัฒนาทักษะที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งก็คือการเขียนโค้ดนั่นเอง

โดยปกติแล้ว การเขียนโค้ดจำเป็นต้องใช้การฝึกฝนและความชำนาญในด้านของการคิดตรรกะ หรือ logic เพื่อคิดค้นหาวิธีการทำงานของตัวโปรแกรม และสร้างมันด้วยการเขียนโค้ดหรือคำสั่งต่าง ๆ ดังนั้นเด็ก ๆ จำเป็นต้องอาศัยระยะเวลา และการฝึกฝนทั้งการเรียนรู้ Syntax นั่นก็คือวิธีการเขียนภาษาต่าง ๆ และเรียนรู้เรื่องของการคิดตรรกะอีกด้วย ซึ่งในบางครั้งอาจจะดูยากเกินไป และน่าเบื่อบ้างในบางที รวมไปถึงเด็ก ๆ จะไม่ค่อยได้ทักษะในด้านความคิดสร้างสรรค์ที่มากพอ เพราะมัวแต่จดจ่ออยู่กับการเขียนโค้ด ไม้คฑาอันนี้จึงเข้ามาเป็นตัวช่วยในการแก้ปัญหา โดยคฑาอันนี้จะทำงานคู่ไปกับแอปพลิเคชันของเจ้าตัวคฑาเอง ซึ่งวิธีการใช้งานก็คือในตัวไม้คฑาจะมีการใส่เซ็นเซอร์ไว้ตรวจจับการแกว่งของไม้ และให้ตัวแอปพลิเคชันเป็นการออกแบบตัว output หรือ ผลลัพธ์จากการแกว่งไม้ โดยให้เด็ก ๆ นำวงจรและ Syntax ต่าง ๆ มาออกแบบให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่ตนเองต้องการ หลังจากนั้นก็ทำการแกว่งไม้คฑาได้เลย ผลลัพธ์จะถูกแสดงขึ้นบนหน้าจอของสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต เช่น เขียนโค้ดหรือนำวงจรมาต่อกันเพื่อเสกให้มีขนนกออกมา และให้ขนนกเคลื่อนไหวตามการแกว่งของไม้คฑา เป็นต้น

เป็นอุปกรณ์ที่นอกจากจะเพิ่มความสนุกสนานในการเรียนรู้เรื่องของการเขียนโค้ดแล้ว ยังช่วยเสริมสร้างทักษะความคิดสร้างสรรค์ และการคิดออกแบบการทำงานของตัวโปรแกรมเป็นภาพที่เข้าใจง่ายอีกด้วย สำหรับเด็ก ๆ คนไหนที่สนใจในเรื่องของการเขียนโค้ดน่าจะลองนำมาใช้งานกัน

 

การส่งข้อความที่เป็นความลับ Feature ใหม่ที่ส่งได้ก็ลบได้

                ในช่วงที่สมาร์ทโฟนเริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตของเรานั้น เป็นช่วงที่เริ่มมีการพัฒนาแอปพลิเคชัน และโซเชียลมีเดียขึ้นมามากมาย เรียกได้ว่าเป็นยุคเริ่มต้นของโซเชียลมีเดียเลยก็ว่าได้ แน่นอนว่านอกจากเรื่องของการแชร์เรื่องราวต่าง ๆ ไว้โลกออนไลน์ให้ทุกคนเข้ามาเห็น เข้ามาคอมเม็นต์กันได้นั้น อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่มาแรงและน่าตื่นตาตื่นใจอย่างมากก็คือ การแชทกันนั่นเอง รวมไปถึงมีการพัฒนาแอปพลิเคชันที่ไว้ใช้งานเพื่อการแชทโดยเฉพาะ เช่น Line WhatsApp เป็นต้น

ยังไม่รวมเรื่องของแอปพลิเคชันหาคู่ที่เริ่มจะเกิดขึ้นมาในตอนนั้นอย่าง Beetalk ซึ่งโดยปกติแล้ว การแชทกันก็คือการพิมพ์ส่งข้อความหากัน อย่างมากก็จะมีสัญลักษณ์เพื่อบ่งบอกว่าข้อความนี้ถูกส่งไปถึงหรือยัง มีคนที่เราส่งไปเปิดอ่านแล้วหรือยัง แต่ที่สนใจไปมากกว่านั้น นั่นก็คือแอปพลิเคชัน Beetalk นี้ สามารถที่จะเลือกวิธีการส่งข้อความต่าง ๆ ได้ว่าจะเป็นการส่งข้อความแบบธรรมดา หรือมีการกำหนดเวลาของตัวข้อความ หรือเรียกว่าการส่งข้อความแบบเป็นความลับนั่นเอง ซึ่งคอนเซ็ปต์นี้ถูกนำกลับมาพัฒนาเป็นรูปแบบการส่งต่าง ๆ ในช่องทางที่แตกต่างมากมายในยุคนี้นั่นเอง

สามารถทำได้แล้ว ระบบลบอีเมลที่ส่งไปแล้ว และป้องกันการอ่านของผู้ที่ไม่ใช่ผู้รับตัวจริง

                อย่างที่ได้กล่าวไปตอนต้นว่ามีฟีเจอร์ในการส่งข้อความที่สามารถตั้งเวลาให้มันหายไปภายในกี่วิก็ได้ เป็นการส่งข้อความแบบเป็นความลับ ซึ่ง ณ ตอนนี้ทางแอปพลิเคชันแชทรายใหญ่อย่าง Line ก็ได้อัพเดทซอฟต์แวร์ตัวแอปพลิเคชัน และเพิ่มฟีเจอร์ Unsent ข้อความเข้าไปด้วย เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถที่จะยกเลิกข้อความที่ได้ส่งไปแล้วได้ มาจนถึงการพัฒนาของอีเมลที่โดยปกติแล้วจะเป็นช่องทางที่ไว้ใช้ส่งเอกสารที่สำคัญ และเก็บไว้เป็นที่สามารถสืบค้นได้ แม้จะผ่านไปนานกี่ปี แต่ก็ยังมีปัญหาบางอย่างอยู่ นั่นก็คือบางคนส่งอีเมลผิด และต้องการที่จะลบทิ้ง แต่ก็ไม่สามารถทำได้ที่จะลบทิ้งได้

แต่ในตอนนี้สามารถทำได้แล้วใน G-mail เป็นฟีเจอร์ที่เรียกว่าการส่งข้อความลับ โดยผู้ใช้งานสามารถที่จะกำหนดเวลาให้กับเมล์ที่เขียนขึ้นมาได้ ว่าจะให้มันมีวันอายุตอนไหน โดยสามารถเรียกใช้งานฟีเจอร์นี้ได้ ที่ปุ่มไข่ปลาด้านบนสุดขวามือ ตอนที่กำลังเขียนเมล์อยู่ จากนั้นก็จะมีระยะเวลาให้เลือกว่าจะให้เมล์นี้มีอายุการใช้งานนานเท่าไรก่อนจะถูกลบ นอกจากนี้เมล์ที่อยู่ในโหมดข้อความลับนี้ไม่สามารถที่จะส่งต่อไปให้ใครได้ ไม่สามารถสั่งปริ้นได้ และยังสามารถที่จะตั้งรหัสผ่านได้ เพื่อไม่ให้คนที่ไม่ใช้เจ้าของเมล์ตัวจริง ที่ทำการแฮกเข้ามาสามารถเปิดอ่านได้

ในยุคที่เทคโนโลยีช่วยให้ชีวิตสะดวกสบายขึ้น ก็อย่าลืมที่จะใช้มันอย่างฉลาดและถูกต้อง และควรตรวจสอบทุกอย่างที่ถี่ถ้วนก่อนจะกระทำอะไรลงไป นั่นเป็นวิธีการที่ดีที่สุด

 

ยกระดับการขนส่งอีกขั้น ด้วยการใช้งาน Drone หุ่นยนต์บังคับอัจฉริยะ

                ในงานสำคัญต่าง ๆ เกือบทุกงานก็จะมีการถ่ายรูปเก็บไว้เป็นความทรงจำดี ๆ หรือบันทึกวิดีโอไว้ เพื่อไว้เก็บไว้ดูเป็นที่ระลึก หรือจะนำไปเพื่อใช้ในการโปรโมทต่าง ๆ ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมีช่างกล้องประจำงานที่คอยถ่ายเก็บรูปบรรยากาศของงานอยู่ตลอดเวลา แต่มันคงจะเป็นไปได้ยากหน่อยที่จะให้ตากล้องของเราบินขึ้นไปบนฟ้าและถ่ายรูปวิว หรืองานจากมุมบนสุดที่จะเห็นได้ทุกองค์ประกอบ และได้ภาพที่สวยงามออกมา

ดังนั้น เราจึงมีการนำหุ่น Drone มาใช้งานเพื่อจุดประสงค์นี้นั่นเอง Drone เป็นหุ่นยนต์บังคับที่มีหลายขนาด สามารถบังคับได้ด้วย Remote Control เหมือนกับเครื่องบินบังคับของเล่น ซึ่งสามารถปล่อยขึ้นบินไปบนฟ้าได้ไกลสุดถึงกว่า 10 กิโลเมตร แต่ต้องคำนึงเรื่องของแบตเตอรี่และรุ่นการใช้งานด้วย อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้เริ่มมีการใช้งาน Drone กันมากขึ้น สังเกตได้จาก YouTuber หลายคนมีการนำ Drone เข้ามาใช้งานเพื่อที่จะถ่ายภาพ และบันทึกวิดีโอภาพสถานที่ท่องเที่ยว หรือจะเป็นภาพบรรยากาศสวย ๆ ต่าง ๆ แต่ในตอนนี้ก็เริ่มมีช่องทางในการใช้งาน Drone แบบอื่น ๆ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้คนมากขึ้น หนึ่งในนั้นก็คือการใช้ Drone เพื่อส่งของนั่นเอง

เริ่มทดลองใช้งานแล้วในไทย Drone ส่งของข้ามทะเลพัทยา

                ได้ทำการทดลองใช้กันแล้วเรียบร้อยกับการใช้งาน Drone เพื่อนำของต่าง ๆ ไปส่งให้คนถึงบ้าน ซึ่งความจริงแล้วก็มีหลายประเทศที่ได้เริ่มมีการใช้ Drone ส่งของแล้ว แต่นี่ก็ถือเป็นข่าวดีในประเทศไทย ที่จะช่วยให้การส่งของนั้นง่ายขึ้น สะดวกขึ้น และไม่จำเป็นต้องใช้แรงงานคนอีกต่อไป

แต่ก็ยังมีปัจจัยที่น่าสนใจและยังคงเป็นเรื่องที่ต้องวิเคราะห์กันต่อไปเกี่ยวกับการใช้งาน Drone เพื่อการขนส่ง เนื่องจากอย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า Drone เป็นหุ่นยนต์เครื่องบินบังคับที่มีขนาดค่อนข้างเล็ก ง่ายในการพกพา แต่ในมุมของการใช้เพื่อการขนส่งนั้น อาจจะต้องคำนึงเรื่องของน้ำหนักของพัสดุที่ทำการขนส่งด้วย เพราะถ้าพัสดุหนักเกินกว่าที่ Drone จะรับไหว Drone อาจจะเสียหลัก และเสียหายได้ รวมไปถึงของที่จะทำการส่งอีกด้วย ซึ่งในตอนนี้ทางสำนักงานการบินพลเรือนก็ได้ออกมาเปิดเผยว่า จริง ๆ ตอนนี้ก็ยังไม่ได้คำนึงถึงเรื่องของน้ำหนักที่แน่ชัด เนื่องจากตอนนี้อยู่ในช่วงของการพัฒนาและปรับปรุง จึงไม่อยากที่จะบังคับ หรือทำให้เกิดกฎตายตัวว่าพัสดุที่จะทำการส่งด้วย Drone นั้นจำเป็นต้องมีขนาดไม่เกินเท่าไร เพื่อจะได้ไม่เป็นเปิดกรอบการพัฒนาต่อไป รวมไปถึงยังได้เปิดทดลองใช้งานที่พัทยาเป็นที่แรก โดยจะให้ Drone ทำการขนส่งพัสดุโดยใช้เส้นทางที่เป็นทะเล เนื่องจากเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น ผู้คนจะได้ไม่ได้รับบาดเจ็บ หรือสิ่งใดสิ่งหาย อย่างมากที่สุดก็มีแค่ Drone ที่ตกลงน้ำไป

ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีที่ประเทศเรากำลังพัฒนาอย่างไม่หยุดเช่นกัน หลังจากนี้ก็จะอยู่ในกระบวนปรับปรุงแก้ไข พัฒนาต่อไป จนอาจจะสามารถใช้งานได้จริงในอีกไม่ช้า ต่อไปการขนส่งจะมีความเสถียร และปลอดภัยได้มากขึ้นอย่างแน่นอน

 

ไม่ใช่แค่จินตนาการอีกต่อไป ชุด Iron Man ในชีวิตจริง

                Iron Man เป็นตัวละครที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายทั่วโลก ด้วยชุดเกราะสุดเท่ห์ที่สามารถบินได้และปล่อยพลังสู้กับเหล่าร้ายได้ ฟังดูแล้วมันคงเป็นได้แค่การ์ตูนที่สร้างความสนุกกับทุกคนเท่านั้น การที่มนุษย์คนนึงจะสามารถบินได้เหมือน Iron Man นั้นคงเป็นเรื่องยาก แต่ความคิดนี้ถูกหักล้างไปทันทีเมื่อล่าสุดมีผู้ที่สามารถคิดค้นชุดสูทเครื่อง jet ที่ทำให้ผู้สวมใส่สามารถบินได้เหมือนกับกำลังชุดเกราะของ Iron Man ขึ้นมาได้สำเร็จ

โครงการนี้เป็นสิ่งประดิษฐ์ของ Richard Browning ซึ่งสิ่งประดิษฐ์นี้ถูกใช้ชื่อว่า Gravity นับว่าเป็นการนำเอาเทคโนโลยีเก่ามาปรับปรุง และพัฒนาต่อจนทำให้สิ่งที่เหมือนจะเป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ การทำงานของชุด Gravity นี้จะมีเครื่องยนต์ไอพ่นขนาดเล็กทั้งหมด 5 เครื่อง ซึ่งจะมีหนึ่งเครื่องอยู่ด้านหลังเป็นตัวปล่อยไอพ่นให้เราสามารถลอยจากพื้นได้ และอีก 4 เครื่องที่ถูกแบ่งไว้ข้างละสองเครื่องที่แขนทั้งสองข้าง เพื่อใช้ในการควบคุมทิศทางจากการหักองศาของมือ ซึ่งเครื่อง Gravity นี้สามารถบินได้นานสุดกว่า 9 นาทีต่อครั้ง มีการเติมเชื้อเพลิงโดยจะถูกเก็บไว้ที่เครื่องด้านหลัง สามารถบินได้สูงถึง 12,000 ฟุต ด้วยความเร็ว 32 mph (Mile per hour) หรือไมล์ต่อชั่วโมง ตัวของชุดทั้งหมดโดยรวมเครื่องยนต์ไอพ่นขนาดเล็ก 5 ตัวแล้ว ไม่รวมการเติมเชื้อเพลิง มีน้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 27 กิโลกรัม ถือว่าค่อนข้างมีน้ำหนักอยู่เหมือนกัน

แน่นอนว่าถึงจะเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่น่าสนใจและตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมาก แต่มันก็ยังเป็นสิ่งที่เราทุกคนไม่คุ้นเคย จึงจำเป็นต้องมีการฝึกฝนอย่างจริงจัง ก่อนที่จะสามารถนำไปใช้ขึ้นบินจริงได้ เหมือนกับการเล่นสเก็ตบอร์ดหรือโรลเลอร์เบลด ที่เราจำเป็นต้องใช้ความเชี่ยวชาญและฝึกฝนอย่างหนัก จนสามารถเล่นได้อย่างปลอดภัย ซึ่ง Gravity นั้นมีรูปแบบการให้ฝึกและทดลองการใช้จริงโดยการนำเทคโนโลยี Visual Reality หรือ VR เข้ามาช่วย

ล้ำหน้าไปไกล กับประสบการณ์ใส่ชุด Gravity แบบจำลอง

                ชุด Gravity นั้นให้ซื้อจริงได้แล้วที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ด้วยราคา 445,000 ดอลลาร์ หรือแปลงเป็นเงินไทยอยู่ที่ประมาณ 14,871,900 บาทไทย เป็นราคาที่สูงสมกับความสามารถของชุดนี้ แต่อย่างที่กล่าวไปว่าไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะสามารถใช้งานชุดนี้ได้ ถ้าไม่ได้มีการฝึกฝนที่ดีจนเชี่ยวชาญพอ เนื่องด้วยเรื่องของความปลอดภัย และการใช้งานที่ถูกต้อง จึงจำเป็นต้องมีการฝึกใช้งานจนเชี่ยวชาญก่อน ทางบริษัทจึงได้พัฒนา VR สำหรับจำลองสถานการณ์การใส่ชุดนี้ เหมือนกับผู้ใช้งานกำลังใส่ชุดนี้บินอยู่เหนือพื้นดินจริง ๆ

โดยจะแทนเครื่องยนต์ที่ปล่อยไอพ่นควบคุมทิศทางด้วยรีโมทของ VR และใส่แว่น VR เพื่อมาเห็นวิสัยทัศน์จริง ๆ ตอนที่ได้ใส่ชุดนี้ นอกจากจะเป็นการฝึกความเคยชินในการบังคับชุดนี้อย่างปลอดภัยแล้ว ยังเป็นการได้ให้ลองสินค้าโดยที่ไม่จำเป็นต้องซื้อไปใช้จริงก็ได้ เพื่อประกอบการตัดสินใจให้กับลูกค้าที่กำลังสนใจจะซื้อ

ซึ่งตอนนี้มีสินค้าอยู่  9 ชิ้นที่ทำมาเพื่อปล่อยขายจริงแล้ว เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่น่ายินดีและกล่าวได้ว่าไม่มีสิ่งใดที่มนุษย์ทำไม่ได้ หลังจากนี้อาจจะมีการพัฒนาให้สามารถใช้พลังงานได้น้อยลง น้ำหนักของชุดที่น้อยลง และมีความปลอดภัยในการใช้งานได้มากขึ้น นี่อาจจะเป็นอีกสิ่งประดิษฐ์ที่สามารถเปลี่ยนโลกและแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ในอนาคตที่เราจะต้องคอยติดตามกันต่อไป