สิ่งประดิษฐ์

ลืมภาพจำรถเข็นสำหรับผู้พิการแบบเดิม ๆ ไปได้เลย

ในอดีตหลายคนคงคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีกับการเห็นผู้พิการหรือผู้สูงอายุที่ไม่สามารถเดินได้ด้วยตนเอง หรือเดินเองได้ไม่ค่อยสะดวก ถูกพามาในสถานที่ต่าง ๆ ด้วยการที่มีญาติหรือเพื่อนที่ทำหน้าที่เป็นคนเข็นรถให้นั่ง แต่ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในยุคนี้ทำให้ภาพจำเหล่านั้นอาจจะค่อย ๆ เลือนหายไปในที่สุด เพราะปัจจุบันได้มีการนำเอาเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาพัฒนาให้รถเข็นสำหรับผู้พิการไม่ใช่รถเข็นธรรมดาอีกต่อไป แต่เป็น Smart Wheelchair ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำหรับผู้พิการ ที่สามารถทำงานและตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้งานได้มากขึ้น

Smart Wheelchair เป็นรถเข็นสำหรับผู้พิการที่นำเอาเทคโนโลยีระบบไฟฟ้าเข้ามาประยุกต์ใช้ เพื่อให้ผู้ใช้งานไม่ต้องออกแรงมากเกินไปในการเคลื่อนตัวไปในที่ต่าง ๆ โดยระบบควบคุมอาจเป็นแบบปุ่มกด หรือ แบบ Joystick ที่มีไว้เพื่อควบคุมทิศทางการเคลื่อนที่ของรถเข็น แต่ที่เหนือไปกว่านั้นคือต่อมาได้มีการนำเอาแอปพลิเคชันในระบบปฏิบัติการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบ iOS หรือ ระบบ Android เข้ามาช่วยควบคุมการทำงานของล้อรถเพื่อให้ง่ายและสะดวกต่อการใช้งานมากยิ่งขึ้นไปอีก

หลักการทำงาน ของ Smart Wheelchair แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ๆ  โดยส่วนที่หนึ่ง คือ ส่วนที่เป็นอุปกรณ์ (Hardware) อันประกอบด้วยรถเข็นสองล้อทั่วไปที่นำมาประกอบเข้าด้วยกันกับมอเตอร์ควบคุมการเคลื่อนที่ รวมทั้งบอร์ดควบคุมการทำงานของมอเตอร์นั้นด้วย และส่วนที่สอง คือ ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software) ที่คิดค้นขึ้นทั้งในระบบปฏิบัติการแบบ IOS และ ระบบ Android โดยเชื่อมต่อการทำงานของทั้งสองส่วนเข้าด้วยกันผ่าน Bluetooth 

ด้วยระบบแอปพลิเคชันนี้ ผู้ใช้งานสามารถควบคุมการเคลื่อนที่ของ Smart Wheelchair ได้ใน 4 รูปแบบด้วยกัน อาทิ

  • ควบคุมด้วยระบบสัมผัสหน้าจอ (Touchscreen)
  • ควบคุมด้วยหลักการ Accelerometer ที่สามารถบังคับทิศทางของล้อรถเข็นให้แสดงผลตามความลาดเอียงหรือการเบี่ยงซ้าย ขวา หน้า หลัง ตามตำแหน่งองศาความลาดเอียงของหน้าจอ Smartphone ได้
  • ควบคุมด้วยระบบคำสั่งงานด้วยเสียง โดยการตั้งค่าให้ Smartphone จดจำน้ำเสียงพูดของผู้ใช้งาน (Voice Recognition) แต่อย่างไรก็ดีด้วยข้อจำกัดทางด้านภาษา ผู้ใช้งานอาจจะต้องเรียนรู้ในการที่จะออกคำสั่งเป็นภาษาอังกฤษ เนื่องจากเป็นภาษาที่แอปพลิเคชันสามารถรองรับได้ง่ายกว่าภาษาไทย
  • ควบคุมด้วยสายตา (Smart Wheelchair based on Eye Tracking) ภายใน Smart Wheelchair จะมีเครื่องมือที่ทำหน้าที่คอยตรวจจับการเคลื่อนไหวดวงตาของผู้ใช้งาน เพื่อส่งข้อมูลประมวลผลไปยังส่วนควบคุมทิศทางของล้อรถให้เปลี่ยนทิศทางไปตามสายตาของผู้ใช้งาน

โดยรูปแบบแต่ละอันก็อาจมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจและงบประมาณของผู้ใช้งานในแต่ละราย อย่างไรก็ดีไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการใช้งานแบบใด การคิดค้นนวัตกรรมนี้ขึ้นมาก็เป็นประโยชน์มหาศาลต่อผู้ใช้งานที่อาจจะเป็นได้ทั้งผู้พิการหรือผู้สูงอายุให้มีทางเลือกในการที่จะดำรงชีวิตอยู่ภายในสังคมได้อย่างเท่าเทียมและมีความสุข ไม่ต้องรู้สึกว่าตนเองกลายเป็นภาระของผู้อื่นมากจนเกินไป และเป็นการสนับสนุนให้เห็นถึงแนวคิดที่สำคัญในการที่จะช่วยกันคิดค้นเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือผู้พิการในสังคมมากขึ้น

โลกเสมือนจริงที่เหมือนจนแทบแยกไม่ออก

“โลกเสมือนจริง” เป็นเทคโนโลยีที่มาแรงมากในโลกที่มีการแข่งขันกันพัฒนานวัตกรรมต่าง ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้คนในสังคมให้มีความพึงพอใจสูงสุด เทคโนโลยีโลกเสมือนจริง (Virtual Reality) หรือที่ได้ยินกันคุ้นหูว่า VR คือ การจำลองภาพของสิ่งแวดล้อมทั้งที่มีอยู่จริงบนโลก และสิ่งแวดล้อมที่ถูกจินตนาการขึ้นมารวมเข้าไว้ด้วยกันอยู่ในโลกจำลองโลกหนึ่ง โลกที่ถูกสร้างขึ้นโดยนวัตกรรมของซอร์ฟแวร์คอมพิวเตอร์ผสมผสานกับเทคโนโลยีภาพ 3 มิติ และวิดีโอ ผ่านการรับรู้ด้วยสัมผัสต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการมองเห็น การได้ยิน การได้สัมผัส หรือการได้กลิ่น ซึ่งผู้ใช้งานจะเหมือนถูกดึงเข้าไปอยู่ในอีกโลกหนึ่งที่ไม่ใช่โลกความเป็นจริง โดยเป้าหมายสูงสุดของการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ คือ เพื่อมุ่งเน้นให้ผู้ใช้งานมีความรู้สึกร่วมไปกับภาพจากโลกเสมือนจริงอย่างเป็นธรรมชาติให้มากที่สุด มากจนแทบจะแยกไม่ออกว่าอันไหนโลกจริง อันไหนคือโลกที่ถูกสร้างขึ้นมา

อุปกรณ์จำเป็นเพื่อเข้าไปอยู่ในโลกเสมือนจริง

ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่าเทคโนโลยีโลกเสมือนจริงมุ่งเน้นให้ผู้ใช้งานสามารถรับรู้ความรู้สึกจากโลกที่ถูกจำลองขึ้นมาให้เหมือนกับว่าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ดังนั้นจึงต้องมีอุปกรณ์ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถรับรู้ความรู้สึกต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน โดยอุปกรณ์ของ VR สามารถแบ่งแยกได้เป็น 2 ส่วน คือ “ส่วนแสดงภาพ” และส่วนที่เรียกว่า “แรงป้อนกลับ” ที่ทำให้ผู้ใช้งานสามารถรับรู้ความรู้สึกจากการมีปฏิสัมพันธ์ของตนเองกับเหตุการณ์หรือสภาพแวดล้อมในโลกเสมือนจริงได้ โดยอุปกรณ์ส่วนแสดงภาพ ได้แก่อุปกรณ์ที่เรียกว่า จอภาพสวมศีรษะ (Head Mounted Display: HMD) อันประกอบไปด้วยหน้าจอมอนิเตอร์ที่ใช้แสดงภาพของโลกจำลองที่ถูกสร้างขึ้นจากเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์กราฟิก ส่วนอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ส่งและรับแรงป้อนกลับ ได้แก่ ถุงมือ 3 มิติ เมาส์ 3 มิติ หรือคทา 3 มิติ เป็นต้น โดยอุปกรณ์พวกนี้ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเคลื่อนไหวได้เหมือนจริงและช่วยให้รับรู้ถึงแรงป้อนกลับจากกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกเสมือนจริงได้ เช่น การออกแรงง้างลูกธนู และความสั่นสะเทือนที่เกิดจากการยิงลูกธนูออกไป เป็นต้น ซึ่งอุปกรณ์ทั้ง 2 ส่วนนี้สามารถเชื่อมต่อกับระบบคอมพิวเตอร์ได้ทั้งแบบที่ใช้สายส่งข้อมูล และแบบไร้สาย

ประโยชน์จากการประยุกต์ใช้งานเทคโนโลยีโลกเสมือนจริง

เทคโนโลยีโลกเสมือนจริง เป็นเทคโนโลยีที่มีประโยชน์อย่างมากต่อผู้คนในสังคม เห็นได้จากการนำเอาเทคโนโลยีนี้ไปต่อยอดประยุกต์ใช้งานในหลากหลายด้าน ได้แก่

  • ด้านความบันเทิง สามารถนำเทคโนโลยี VR ไปเพิ่มความสนุกสนานและความสมจริงให้กับเรื่องราวในเกมได้
  • ด้านการแพทย์ ช่วยในเรื่องของการลดความผิดพลาดจากการวินิจฉัยโรค และเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาพยาบาล หรือการจำลองการฝึกการผ่าตัดต่าง ๆ
  • ด้านการศึกษา ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจในเรื่องที่เรียนได้อย่างลึกซึ้ง และสามารถฝึกหัดการใช้ทักษะที่ได้จากการเรียนรู้ในสถานการณ์จริง เช่น ทักษะการสนทนาภาษาอังกฤษ
  • ด้านการตลาด ช่วยให้ลูกค้าสามารถเห็นภาพของการบริการ อย่างเช่น การตกแต่งภายในเพื่อประกอบการตัดสินใจได้
  • ด้านการทหาร ช่วยจำลองการฝึกทักษะทางทหารในสถานการณ์จริงได้ รวมถึงจำลองการฝึกบินของทหารอากาศได้

ข้อจำกัดของเทคโนโลยีโลกเสมือนจริง

แน่นอนว่าเทคโนโลยีทุกชนิดที่ถูกพัฒนาขึ้น ภายใต้ประโยชน์ที่มากมายมหาศาลก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะมีข้อจำกัดของเทคโนโลยีอยู่บ้าง ด้วยความที่เทคโนโลยีโลกเสมือนจริงจำเป็นจะต้องใช้ทรัพยากรซอร์ฟแวร์คอมพิวเตอร์เพื่อผลิตภาพ 3 มิติที่มีความละเอียดและมีความสมจริงเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้งานได้อย่างสูงสุด ส่งผลให้อุปกรณ์ที่จำเป็นต่าง ๆ มีราคาแพงมาก หากเทียบกับกำลังซื้อของผู้ใช้งานทั่วไป อีกทั้งเป็นเทคโนโลยีที่ค่อนข้างมีความสลับซับซ้อน บุคคลที่มีความรู้เพียงเบื้องต้นเกี่ยวกับเทคโนโลยีนี้อาจมีความรู้ไม่เพียงพอที่จะสามารถใช้งานอุปกรณ์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้

นวัตกรรมเพื่อการวิ่งที่แท้จริง GlideBike จักรยานไร้น้ำหนักสำหรับผู้ป่วยและคนชรา

หลายคนชอบออกกำลังโดยการวิ่งเป็นประจำ การวิ่งถือเป็นกิจกรรมการออกกำลังกายที่ได้บริหารกล้ามเนื้อหลายส่วน รวมไปถึงเรื่องของหัวใจ แต่แน่นอนว่าวิธีนี้ไม่สามารถใช้ได้กับผู้ป่วย ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บต่าง ๆ หรือคนชรา เนื่องจากการวิ่งนั้นไม่ใช่แค่การออกแรงเท่านั้น แต่มันคือการรับน้ำหนักตัวทั้งหมดด้วย ยิ่งเป็นผู้ที่บาดเจ็บ หรือคนชราที่เข่าและขาไม่ดีด้วยแล้ว การออกกำลังกายนี้จะไม่เป็นผลดีกับพวกเขาเลย

มีคนจำนวนมากมายที่รักในการวิ่ง แต่ต้องจบลงเพราะอาการบาดเจ็บ หรืออายุที่มากขึ้นจนไม่สามารถวิ่งได้ GlideBike จึงถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อเป็นอีกหนึ่งความหวังให้แก่คนเหล่านี้ ที่จะสามารถกลับมาวิ่งได้อีกครั้ง แม้เขาจะบาดเจ็บหรือชราแล้วก็ตาม GlideBike เป็นจักรยานไร้น้ำหนัก ที่มีรูปทรงเหมือนจักรยานทั่วไป มีแฮนด์และล้อ แต่จะแตกต่างตรงที่ไม่มีที่ปั่นและมีโครงเหล็กครอบขึ้นมาด้านบนเหนือศีรษะ และเบาะจะถูกตั้งไว้ให้ในระดับที่ผู้ใช้งานสามารถเอาขาถึงพื้นได้ เนื่องจากไม่มีที่ปั่นเหมือนจักรยานทั่วไป การเคลื่อนที่จึงเป็นการให้ผู้ใช้งานเดิน หรือวิ่งไปเพื่อเคลื่อนที่ และควบคุมทิศทางโดยการใช้แฮนด์

ซึ่งตัวเบาะที่นั่งจะมีเชือกรับน้ำหนักที่ผูกติดกับโครงด้านบนของตัวจักรยาน เพื่อใช้ในการรับน้ำหนักตัวทั้งหมดของผู้ใช้งาน ช่วยแก้ปัญหาเรื่องการแบกน้ำหนักตัว ที่จะส่งผลต่อขาหรือหัวเข่า เมื่อมีเบาะที่สามารถถ่ายน้ำหนักตัวได้หมดแล้ว การวิ่งหรือเดินทั้งจะใช้แค่การออกแรงเท่านั้น ไม่มีเรื่องการรับน้ำหนักตัว หรือแรงกระแทกที่มากเกินไป ทำให้ไม่มีผลต่อการบาดเจ็บใด ๆ ของผู้ใช้งาน และด้วยน้ำหนักที่เบา จึงสามารถพกพาไปไหนได้สะดวกและง่ายได้ ไม่ว่าจะเป็นการถอดชิ้นส่วนออก หรือการประกอบกลับใหม่ก็เป็นเรื่องที่ง่ายมาก

นอกจากผลิตภัณฑ์ GlideBike แล้ว บริษัทยังมีการทำโปรดักส์ออกมาอีกหนึ่งตัวชื่อว่า GlideTrak เป็นเหมือนลู่วิ่งอัตโนมัติที่มีหลักการทำงานเหมือนกับ GlideBike นั่นคือการรองรับน้ำหนักตัวของผู้ใช้งาน และให้ผู้ใช้งานเดินบนสายพานที่หมุนไปแบบอัตโนมัติ ซึ่งนิยมใช้กันเพื่อเป็นการบำบัดผู้ป่วย และคนชราที่มีปัญหาเรื่องการเดิน รวมไปถึงเรื่องของกระดูกสันหลัง เนื่องจาก GlideTrak จะมีการรัดบริเวณช่วงตัวไว้กับเครื่อง เพื่อเป็นการควบคุมกระดูกสันหลังของผู้ใช้งาน ให้มีลักษณะที่ถูกต้องอีกด้วย ตัวอย่างผู้ใช้งานจะเป็นคนชราที่เดินหลังค่อม หรือคนที่ป่วยเป็นโรค Parkinson

เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่ช่วยเหลือทั้งเรื่องร่างกายและจิตใจ ให้กับคนที่มีใจรักในการวิ่งที่ดี และมีราคาไม่แพงมากนัก สามารถนำไปแนะนำให้กับคนที่รอบตัวได้ เพื่อให้พวกเขามีสภาพร่างกายที่ดี และได้มีความสุขกับสิ่งที่เขารักต่อไป